สวัสดีครับ เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ แห่งห้องศุภชลาสัย
สืบเนื่องจากกระทู้แนะนำข้างต้น ผมเป็นหนึ่งในบุคลากรของสำนักข่าวแห่งนี้ และได้มีพื้นที่บนเว็บไซต์ของสยามกีฬาในการเขียนคอลัมน์แสดงความเห็นในเรื่องต่างๆ จึงได้เขียนผลงานชิ้นนี้ขึ้นมา ซึ่งผมยังด้อยประสบการณ์ในงานสายนี้ อาจจะเขียนได้ไม่ดุเด็ดเผ็ดมันเท่ากับคอลัมนิสต์มากประสบการณ์ท่าอื่นๆ แต่มันเป็นงานเขียนที่ต้องการแสดงจุดยืนว่า "สยามกีฬา" ไม่ได้มีแต่ลิ่วล้อของฝ่ายสมาคมเท่านั้น
น่าเสียดายที่งานเขียนของผมไม่ได้รับอนุญาตให้ลงเผยแพร่บนพื้นที่ประจำของผมในส่วนคอลัมน์ "เจาะข่าวฮอต" (เนื่องจากนโยบายบริษัทห้ามไม่ให้เขียนคอลัมน์โจมตีกันเอง) จึงขออนุญาตใช้พื้นที่บนเว็บพันทิพแห่งนี้ในการแบ่งปันให้ทุกๆ คนได้เห็นจุดยืนจากคนตัวเล็กๆ คนหนึ่งใน "สยามกีฬา" ครับ
อีกหนึ่งเสียงจาก สยามกีฬา ขออยู่เคียงข้าง โค้ชเฮง
สืบเนื่องจากความล้มเหลวของทีมชาติไทยในการร่วมฟาดแข้งศีก เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ กลายเป็นเหมือนจุดเดือดสำหรับวิกฤติศรัทธาของแฟนบอลที่มีต่อทีมชาติไทย ซึ่งนับวันผลงานค่อนข้างที่จะถดถอยลงไปอย่างน่าเป็นห่วง จนหลายฝ่ายพร้อมใจกันชี้เป้าไปยังการบริหารงานภายในสมาคมฟุตบอลที่มีทีมงาน การบริหารแบบผูกขาดมาเป็นเวลาเนิ่นนานแล้ว
โค้ชเฮง หรือ วิทยา เลาหกุล อดีตหัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทยเมื่อสักประมาณ 10 กว่าปีที่แล้ว ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นประธานฝ่ายเทคนิคให้กับสโมสร ชลบุรี เอฟซี เป็นผู้คร่ำหวอดในวงการลูกหนังทั้งระดับภายในประเทศและนานาชาติท่านหนึ่งที่ ออกมากล่าววิพากษ์วิจารณ์และเสนอแนะแนวทางการแก้ไขวิกฤติที่เกิดขึ้นกับทีมฟุตบอลของไทย เช่น การชี้ให้ประธานฝ่ายเทคนิคของสมาคม (ซึ่งมีผู้ดำรงอยู่ในตำแหน่งนี้อยู่แล้ว) มีบทบาทในการเข้ามากำหนดรูปแบบการเล่นให้กับทีมชาติ หรือการกำหนดตารางการแข่งขันสำหรับฟุตบอลลีกภายในประเทศล่วงหน้าให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้มีปัญหาทับซ้อนกับโปรแกรมการแข่งขันของทีมชาติ เป็นต้น
ขณะที่ฝ่ายของสมาคม นำโดยท่านนายก วรวีร์ มะกูดี ก็ออกมาชี้แจงถึงสาเหตุของความล้มเหลวด้วยการชี้ไปที่ปัญหาทางด้านสภาพอากาศที่รวมถึงปัญหาทางการเมืองภาย ในประเทศที่ส่งผลให้แมตช์การแข่งขันฟุตบอลลีกภายในประเทศต้องถูกเลื่อนไปจน ไปเบียดเบียนเวลาการรวมตัวของทีมชาติ? ซึ่งมันก็เป็นเหตุผลที่ฟังขึ้นในระดับหนึ่ง แต่ไม่น่าจะสามารถอธิบายถึงความเป็นไปของทีมชาติไทยที่ผลงานสาละวันเตี้ยลง มาเรื่อยๆ ทุกๆ ปี
นับตั้งแต่ ปีพุธศักราช 2551 เป็นต้นมา ทีมชาติไทยที่รักยิ่งของทุกคน ได้บันทึก ประวตัติศาสตร์ หน้าใหม่ให้กับวงการลูกหนังแดนขวานทองหลายอย่าง (ที่ไม่ต้องการให้เกิดขึ้น) ไล่เรียงตั้งแต่การปราชัยให้กับ เวียดนาม และ สิงคโปร์ คาถิ่นของตัวเอง การตกรอบแรกซีเกมส์เป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปี ตกรอบคัดเลือกศึก เอเชี่ยน คัพ ที่ไทยมักจะเป็นขาประจำที่ได้การเข้าไปร่วมฟาดแข้งในรอบสุดท้าย และล่าสุดคือการโกงความตายไล่ตีเสมอลาว 2-2 ในรอบแรกของศึก ซูซูกิ คัพ ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่นำมาสู่การตกรอบแรกโดยที่ไม่สามารถเก็บชัยชนะเหนือ ทีมใดได้เลย
แต่ สิ่งที่น่าแปลกใจมากที่สุด ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ การเสนอแนะ จากหลายฝ่ายที่ต้องการเห็นจุดหมายปลายทางเดียวกันคือการพัฒนาขึ้นของฟุตบอล ทีมชาติไทย กลับมีบุคคลในวงการสื่อกีฬาที่เลือกใช้วิธีการดิสเครดิตต่อบุคคลที่ต้องการ เห็นวงการฟุตบอลไทยเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี โดยเป้าหมายหลักอยู่ที่ โค้ชเฮง นั่นเอง
ผมได้เห็นหนังสือพิมพ์สยามกีฬา ฉบับวันที่ 11 ธ.ค. 2553 ในส่วนของฟุตบอลสยาม หน้า 19 ได้มีการเขียนสกู๊ปชิ้นหนึ่ง ซึ่งไม่มีการเปิดเผยนามปากกา (ตุ๊ด?) โดยไม่ว่าผมจะอ่านผลงานจากคอลัมนิสต์นิรนามกี่รอบต่อกี่รอบ ผมก็ยังสรุปได้ว่ามันเป็นสกู๊ปที่มีจุดประสงค์หลักในการกล่าวให้ร้ายต่อ โค้ชเฮง อย่างจงใจ ด้วยการขุดคุ้ยความเป็นไม่เบื่อไม้เมาของ โค้ชเฮง ที่มีต่อสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน แถมยังอุตส่าห์ตั้งข้อสงสัยถึงความสามารถในตัวของ เฮงซัง ว่า เป็นบุคคลที่มีความสามารถในวงการกีฬาจริงหรือไม่? แหม.. ของอย่างงี้มันนานาจิตตังครับ แต่ตัวผมเองก็ยังไม่เห็นมีคนไทยคนไหนที่ประสบความสำเร็จในถนนสายลูกหนังทั้ง ในการเป็นนักเตะและโค้ชได้เท่า โค้ชเฮง มาก่อนเลย รบกวนช่วยยกตัวอย่างมาให้ดูหน่อยเถอะ
นอกจากนี้ สกู๊ปจากคอลัมนิสต์นิรนามแห่งฟุตบอลสยาม ยังหยิบยกเอาแมตช์อัปยศในศึก ไทเกอร์ คัพ เมื่อปี 2541 ที่เกิดเหตุการณ์ปาหี่ระดับชาติที่ ทีมชาติไทยกับ อินโดนีเซีย ต่างมีเจตนาล้มบอลเพื่อไม่ต้องโคจรไปพบกับเจ้าภาพเวียดนามในรอบต่อไป จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์เจตนายิงเข้าประตูตัวเองของผู้เล่นทีมชาติ อินโดนีเซีย ส่งให้ไทยต้องเข้าไปพบกับเจ้าภาพในที่สุด ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนั้น ไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่ามันเป็นเรื่องที่รู้เห็นกันตั้งแต่ระดับนายกสมาคมจนมาถึงนักเตะ และทาง โค้ชเฮง ก็ได้รับผิดชอบต่อความอัปยศในครั้งนั้นด้วยการไขก๊อกออกจากตำแหน่ง แล้วผู้สมคบคิดที่อยู่เหนือจาก โค้ชเฮง ผมไม่เห็นมีใครหน้าไหนที่ออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ในครั้งนั้นแม้แต่คนเดียวเลย
แถมมีประโยคปิดท้ายในสกู๊ป (ตุ๊ด?) ที่พูดเสียดสีใส่ โค้ชเฮง ว่ากำลังคิดว่าตัวเองเป็นคนเก่งที่สุด และกระสันอยากก้าวขึ้นมาเป็นนายกสมาคมแทนที่ของ บังยี เต็มประดา ถ้าหากเป็นเช่นนั้นจริง ก็อยากจะย้อนถามว่า ภายใต้กระแสสังคมที่กดดันท่านนายกสมาคมคนเดิมให้สละตำแหน่ง ท่านเคยคิดที่จะเปิดโอกาสให้คนอื่นเข้ามาทำหน้าที่ในตำแหน่งของท่านหรือไม่? ทั้งๆ ที่ผลงานที่ผ่านมา ก็แสดงให้เห็นแล้วว่ามันชักจะไม่ไหวแล้ว
พร้อมกันนี้ ผมก็รู้สึกสงสารแฟนบอลชาวไทยที่ออกมาเรียกร้องหาคำว่า การพัฒนา ให้กับวงการฟุตบอลไทย กลับต้องถูกต่อว่าจากคอลัมนิสต์ผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง (ซึ่งมีการลงนามปากกาอย่างชัดเจน) ในสื่อกีฬาสำนักนี้ว่าเป็นพวกไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้าซะอย่างงั้น แถมยังโจมตีฝ่ายที่คิดจะมาโค่นล้ม บังยี ออกจากตำแหน่ง เพื่อหวังที่จะเข้ามาหากินในสมาคมฟุตบอล (หมายความว่าปัจจุบันนายกที่ชื่อ วรวีร์ มะกูดี ก็หากินอยู่กับผลประโยชน์ของสมาคมเหรอ??) เอาเถอะครับ อย่างน้อยคอลัมนิสต์รุ่นใหญ่ท่านนี้ยังระบุนามปากกาอย่างชัดเจนว่าเป็นมุม มองความคิดเห็นของใคร ซึ่งถือว่าเป็นการแสดงออกที่น่าชื่นชมครับ
ดังนั้น ท่ามกลางกระแสสังคมที่กำลังต่อต้านสื่อ สยามกีฬา จากการแสดงออกที่เอนเอียงไปในฝั่งของสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยอย่างชัดเจน ผมจึงขอเป็นกระบอกเสียงเล็กๆ ที่อยากแสดงจุดยืนที่จะสนับสนุน โค้ชเฮง ให้มีกำลังใจในการสานต่อปณิธานของท่านที่ ต้องการเห็นวงการฟุตบอลไทยพัฒนาขึ้นมาตั้งแต่ระดับรากหญ้า และขอต่อต้านการแสดงความเห็นผ่านหน้ากระดาษของสื่อในเชิงดิสเครดิตชาวบ้าน โดยที่ไม่กล้าแม้กระทั่งเปิดเผยนามปากกาของตัวเองครับ
เกรียนผี
แก้ไขเมื่อ 16 ธ.ค. 53 09:38:38