คำถามยากๆ ที่จำเป็นต้องถูกถาม
|
 |
มีคนแปลบทความจากต่างประเทศโดย Jesse Fink หูตาสว่างขึ้นเยอะเลยครับ ลองคลิ๊กไปดูที่มาของลิ๊งค์ หน้าตาหมอนี่่เอาเรื่องทีเดียว ----------------------------
คำถามยากๆ ที่จำเป็นต้องถูกถามเกี่ยวกับนายกสมาคมฟุตบอลไทย Hard questions that must be asked of Thai FA President [http://jessefink.com.au/2011/07/hard-questions-must-be-asked-of-thai-fa-president/] ชื่อของ วรวีร์ มะกูดี ไม่ใช่เป็นชื่อที่คนส่วนใหญ่จะรู้จัก บางทีนั่นอาจเป็นสิ่งนายวรวีร์ผู้เป็นนายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย และเป็นสมาชิกระดับกรรมการบริหารของฟีฟ่า ต้องการอยากให้เป็นอย่างนั้น เพราะจริงๆ แล้ว ชื่อเสียงของเขาที่ปรากฏตามสื่อท้องถิ่น ในช่วงที่ผ่านๆ มาก ไม่ค่อยสู้จะดีนัก โมฮัมเมด บิน ฮัมมัม ไม่ใช่บุคคลในวงการฟุตบอลเอเชียเพียงคนเดียวที่ควรถูกจับตามอง อันที่จริงแล้ว ถ้าดูจากความสนใจของสื่อนานาชาติที่มีต่อประธานเอเอฟซีเพียงคนเดียว แล้วหลงลืมวรวีร์ไป ดูเหมือนจะเป็นการเอาใจวรวีร์เกินเหตุ นี่มันสองมาตรฐานชัดๆ จากรายงานที่ปรากฏในสื่อไทยเกี่ยวกับกรณีของวรวีร์นั้น มีแนวโน้มว่าไม่ใช่ย่อยเลยทีเดียว ถ้าเปรียบกับกรณีของกรรมการบริหารฟีฟ่าด้วยกันอย่าง บิน ฮัมมัม ผู้ซึ่งถูกกำลังถูกเขี่ยออกจากสาระบบฟุตบอลด้วยบทบาทในเรื่องวุ่นๆ ของซองกระดาษสีน้ำตาลที่ทรินิแดด คุณอาจจะพอจำได้ว่าวรวีร์ก็เคยมีเรื่องทำนองนี้ ในรายงาน ของ เจมส์ ดินกีแมนส์ คิวซี ฟีฟ่าได้เคยประกาศว่าเขา “พ้นมลทิล” พร้อมกับ นิโคลัส ลิออส ริคาร์โด ทีซีรา และแจ๊ค วอร์เนอร์ ในข้อกล่าวหาของสมาคมฟุตบอลอังกฤษ ที่ ลอร์ด ทรีสแมนให้ปากคำกับรัฐสภาซึ่งได้รับการคุ้มครอง เกี่ยวกับการที่อังกฤษแห้วเป็นเจ้าภาพจัดฟุตบอลโลก 2018 ทรีสแมน กล่าวหาว่า นายกสมาคมฟุตบอลไทย ในขณะที่อยู่ท่ามกลางกระแสเชี่ยวของการซื้อขายคะแนนเสียงเพื่อเลือกเจ้าภาพ ฟุตบอลโลก 2018 ได้แสดงความต้องการที่จะเห็นแมทช์แข่งขันระหว่างทีมชาติอังกฤษและทีมชาติไทย เพื่อจะเฉลิมฉลองงานครบรอบ (50 ปี หรือ 60 ปี) แห่งการครองราชย์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเมืองไทย นายวรวีร์ยืนกรานที่จะขอลิขสิทธิ์การถ่ายทอดให้เป็นของส่วนตัว ลอร์ด ทรีสแมนเชื่อว่า นายวรวีร์แลเห็นว่า “นี่คือเงื่อนไขสำคัญที่จะช่วยจัดการให้สิ่งต่างๆประสบความสำเร็จได้” สำหรับฟีฟ่าแล้ว การประกาศให้วรวีร์ “พ้นมลทิล” หรือบริสุทธิ์ ก็เท่ากับการฉาบหน้า ดินกีแมนส์ไม่เคยพูดอย่างนั้น ความจริงก็คือ บ่อทรายดูดนั้นมีโคลนไม่มากพอที่จะทำหน้าที่ของมัน แต่นั่นก็มากพอที่จะเปิดโอกาสให้วรวีร์ประกาศที่จะฟ้องลอร์ด ทรีสแมน ในฐานะที่ “ทำให้ผม และครอบครัวเสื่อมเสียชื่อเสียง” การขู่ว่าจะฟ้องศาลเป็นเหมือนปฏิกริยาสนองกลับของวรวีร์ เวลาที่เขาถูกกล่าวหาว่าดำเนินการผิดพลาด ทั้งๆ ที่ จริงๆ แล้วเขาควรอธิบายหรือชี้แจงสิ่งที่เกิดขึ้น น่าจะดูสวยงามกว่า ที่เมืองไทย การกล่าวหาต่างๆ มีมาอยู่เป็นระยะ และวรวีร์ก็ตอกกลับด้วยข้อหาหมิ่นประมาท โดยหวังว่าจะเป็นการระงับความเสียหายต่อชื่อเสียงในแง่ลบของตัวเองได้ ในมุมมองของผม และแม้แต่ของคนอื่นๆ ผมว่าเป็นเรื่องปกติที่บุคคลในฐานะกรรมการบริหารฟีฟ่า จำเป็นจะต้องถูกตั้งคำถามยากๆ เหล่านี้ นี่ไม่ใช่องค์กรที่จะถูกปล่อยให้มีเรื่องราวอื้อฉาวอยู่บ่อยๆ ช่วงสัปดาห์นี้ ผมได้รับจดหมายจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ในกรุงเทพฯ ซึ่งไม่ต้องการเปิดเผยนาม แต่ได้รวบรวมสิ่งที่เป็นเรียกว่าเป็นการประณามการกระทำของวรวีร์ แหล่งข่าวหวังว่า “วงจรของสื่อต่างประเทศ” (Blog Circuit) อย่างน้อยจะช่วยฉายไฟให้เห็นตัววรวีร์ และช่วยนำความน่าเชื่อถือในบทบาทของวรวีร์กับฟีฟ่า ในเมืองไทย, แหล่งข่าวเล่าว่า, สื่อมวลชนส่วนใหญ่ เรื่อยๆ มาเรียงๆ หรือไม่ก็กลัวเกินไปที่จะ นำเสนอเรื่องราวแบบนี้ เกี่ยวกับวรวีร์ ด้วยความกลัวที่จะถูกฟ้องร้อง ดังนั้นแหล่งข่าว “ดีป โทรท” ขอร้องที่จะได้รับการคุ้มครอง แต่อย่างไรตาม มีหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง กล้าหาญพอที่จะนำเรื่องราวสู่สาธารณะ ฮ๊อทสกอร์ เป็นหนังสือพิมพ์กีฬาฉบับหนึ่ง เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน ได้ลงเรื่องเปิดเผยว่า มีคนๆ หนึ่งได้นำตั๋วฟุตบอลโลกที่ได้จากฟีฟ่ามาฟรีๆ มาขายต่อที่ฟุตบอลโลกแอฟริกาใต้ปี 2010 ในบทความนั้นมีการลงรูปตั๋วดังกล่าว ซึ่งมีชื่อวรวีร์พิมพ์อยู่ สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ดำเนินการในนามวรวีร์ ได้ทำการฟ้องร้องเจ้าของหนังสือพิมพ์ ฮ๊อทสกอร์ พิชัย ปิตุวงศ์ บรรณาธิการ อภิสิทธิ์ อภิสุขศิริ และคนอื่นๆ ที่มีส่วนร่วมในสื่อเล่มนี้ รวมเรียกค่าเสียหายเป็นเงิน 10 ล้านบาท (กว่า 300,000 เหรียญสหรัฐ) พิชัยมั่นใจว่าสามารถสู้คดีได้ เพราะมีหลักฐานที่จะสนับสนุนข้อกล่าวหา เขายังได้แสดงความเห็นอย่างชัดเจนว่าการกระทำของวรวีร์เป็นการจำกัดเสรีภาพ ของสื่อในเมืองไทย และประกาศว่าจะฟ้องกลับวรวีร์โดยเรียกค่าเสียหายเพียง 200 บาท “เราทุกคนที่ ฮ๊อทสกอร์ ต้องสู้คดี” เขาว่า “เราทำหน้าที่ของสื่ออย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้ผู้อ่านของเราได้รู้ความจริง” แหล่งข่าวดีปโทรท สนับสนุนฮ็อทสกอร์ เต็มที่ เพราะจริงๆ แล้ว เรื่องราวยังมีอีกมากมายที่เกี่ยวข้องกับนายกสมาคมฟุตบอลไทย “เมื่อเร็วๆ นี้ มีคนเริ่มที่จะเปิดปากพูดเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ แต่ก่อนหน้านี้ส่วนใหญ่ลังเลเพราะกลัวในอิทธิพลที่มีล้นเหลือ มาถึงจุดนี้ มีคนที่ทนไม่ไหวอีกต่อไปและต้องการที่จะเล่นงานบ้าง แม้ว่าจะเป็นแค่จุดเริ่มต้น บางทีการขึ้นศาลอาจเป็นการเปิดโปงความเน่าเฟะให้ออกมาเพ่นพ่าน ขณะนี้มีทีมทนายเก่งๆ กำลังค้นหาข้อมูลเพื่อที่จะต่อสู้คดีหมิ่นประมาท” “ในช่วงเวลา 4 ปี ที่ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมฟุตบอลไทย สถานะและศักดิ์ศรีของกีฬาฟุตบอลได้ดำดิ่งลงเหว แต่สิ่งที่ผมเห็นคือ มีคนคนหนึ่งมุ่งมั่นให้ความสำคัญกับประโยชน์ส่วนตัวที่เกี่ยวข้องกับสถานะและความ มั่งคั่ง เมื่อฟุตบอลไทยปราศจากภาวะผู้นำที่มีคุณภาพ เยาวชนยุคนี้ ก็ได้รับผลกระทบจากความมั่งคั่งของคนๆ นี้ ที่มีมากขึ้น พูดตรงๆ มีคนๆ หนึ่งที่ไม่สมควรอยู่ในตำแหน่งที่เขาอยู่อีกต่อไป” ผมถามเขาว่าทำไม เขาตอบเป็นฉอดๆ ถึงข้อกล่าวหาต่างๆ “ในเดือนพฤษภาคม ปีนี้ วรวีร์ยกเลิกการเลือกตั้งของสมาคมฟุตบอลไทยในวันที่มีกำหนดการประชุม เมื่อเขาดูแล้วว่าอาจจะต้องเสียตำแหน่ง เราทราบมาว่า มีคนๆ หนึ่งปิดไฟในตึกที่กำลังจะ ทำการประชุมอยู่ หลังจากนั้นเดินทางออกนอกประเทศ เขาบินไปทรินิแดด เพื่อไปเจอกับบินฮัมมัม และแจ๊ค วอร์เนอร์ คำถามคือเขาไปทำไม ที่กรุงเทพฯ เพื่อนเก่าแก่ของเขาก็ง่วนอยู่กับการทำให้ได้กลับมาอยู่ในตำแหน่งอีกครั้ง” “นอกจากนี้ สิ่งที่ชี้ให้เห็นว่าวรวีร์ไม่ได้มีความจริงใจในการทำงานดูแลสมาคมฟุตบอลไทย และในฐานะกรรมการบริหารฟีฟ่า ได้แก่ การไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลทางการเงิน การเลือกใช้คนตามความพึงพอใจส่วนตัว การใช้สิทธิ์ในการเข้าถึงประโยชน์ของฟีฟ่าในทางที่ผิด อย่างเช่นการปล่อยให้มีการนำตั๋วฟรีออกมาขาย” ทุกคนยังดูเหมือนปกติดี พฤติกรรมเหล่านี้ ไม่ใช่ว่าฟีฟ่าไม่รู้ แต่ไหนล่ะหลักฐาน “เรื่องของการปิดไฟล้มการประชุมนั้น มีพยานบุคคลรู้เห็นเต็มไปหมด มีคนๆ หนึ่งใช้เงินสนับสนุนที่ได้จากฟีฟ่ามาพัฒนา ศูนย์ฝึกฟุตบอลแห่งชาติ บนที่ดินส่วนตัว ในขณะที่ที่ดินข้างเคียงก็ยังเป็นชื่อของตัวเองอยู่ เขาใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินของชาติ ให้ภายใต้การควบคุมของเขาเอง มีการได้ประโยชน์จากมูลค่าที่ดินรอบข้างที่สูงขึ้น มีคนๆ หนึ่งได้เคยประกาศต่อสื่อไว้ว่า ที่ดินได้มีการยกให้และโอนเป็นชื่อของสมาคมฟุตบอลแล้ว แต่หลักฐานที่ปรากฏไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย มีคนที่สามารถเป็นพยานในคำกล่าวอ้างของเขาได้เป็นอย่างดี” “เขาโดยส่วนตัวเป็นเจ้าของบริษัท ไทยพรีเมียร์ลีก จำกัด ด้วยการถือหุ้นกว่า 50 เปอร์เซนต์ บริษัทนี้ ได้รับสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวจากสมาคมฟุตบอลไทยในการจัดไทยพรีเมียร์ลีก เมื่อเป็นเช่นนี้ บริษัทไทยพรีเมียร์ลีกซึ่งเป็นบริษัทเอกชน การดำเนินการของบริษัทและระบบบัญชีก็ตกอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างเบ็ดเสร็จ ของคนๆ หนึ่ง หาใช่สมาคมฟุตบอลไทยไม่” “สาธารณะชนไม่สามารถเข้าดูงบบัญชีของสมาคมฟุตบอลได้ เคยมีแฟนบอลจำนวนหนึ่งถามเขาเกี่ยวกับการแสดงบัญชีของสมาคมฯ เขาตอบว่า “แฟนบอลไม่ได้เป็นสมาชิกสมาคมฯ แล้วทำไมเราจะต้องให้แฟนบอลมาตรวจสอบ” นอกจากนี้การจ้าง (อดีตโค้ชทีมชาติไทย) ไบรอัน ร๊อบสัน ก็ไม่มีความโปร่งใส ไม่เคยมีใครได้เห็นสัญญาที่ทำระหว่างกัน” “ในเรื่องของการเลือกที่รักมักที่ชัง เลขาธิการสมาคมฯ องอาจ ก่อสินค้า ก็เป็นเพื่อนของวรวีร์ตั้งแต่ชั้นประถม หลานของเขาก็มาทำงานด้านไอทีในสมาคม ยังไม่พอ หลังจากการเลือกตั้ง เขาก็เขี่ยหัวหน้างานด้านฟุตซอลออกจากตำแหน่ง อดิศักดิ์ บิ๊กป๋อม เบญจศิริวรรณ ผู้ซึ่งทำงานไม่รู้เหน็ดเหนื่อยในการนำฟุตซอลโลก 2012 มาจัดที่เมืองไทย และได้นำทีมไทยเข้ารอบฟุตซอลโลกต่อเนื่องกันมาสามครั้งในช่วงต้นทศวรรตที่ ผ่านมา” “อดิศักดิ์ได้รับการสนับสนุนอย่างสูงจากบรรดาแฟนๆ วรวีร์กล่าวในการแถลงข่าวว่า อดิศักดิ์ต้องพ้นจากตำแหน่งเพราะการเมือง ‘ความจริงก็คือ เขาไปสนับสนุนคุณวิรัช (คู่แข่ง) ในการเลือกตั้ง ทำให้ผมไม่สะดวกในการทำงานร่วมกันอีกต่อไป ผมเกรงว่า (หากอดิศักดิ์ยังอยู่ในสมาคมต่อไป) การทำงานอาจไม่ราบรื่น” “และในตั๋วที่คุณได้เห็นด้วยตาตัวเอง หนึ่งในนั้นมีชื่อของวรวีร์อยู่ อีกสองใบ เป็นตั๋วอภินันทนาการจากฟีฟ่าให้แก่บริษัทที่ถือลิขสิทธิ์ถ่ายทอด” “มีสามีภรรยาชาวไทยคู่หนึ่ง เป็นผู้ยืนยันว่าถูกขายให้ตน ตั๋วเหล่านี้เป็นตั๋วอภินันนทนาการให้กับบุคคลของฟีฟ่าและหน่วยงาน การที่เป็นตั๋วอภินันนทนาการ มีการระบุว่าย่อมไม่สามารถถูกนำไปขายได้ นี่เป็นเรื่องที่ผิดทั้งกฏของฟีฟ่าและผิดต่อกฏหมายแอฟริกาใต้” ถึงตอนนี้ ผมก็ไม่มีความเห็นใดๆ เพราะความจริงในเรื่องนี้เป็นเรื่องที่จะต้องมีการพิสูจน์ และจำเป็นจะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการอ้างแหล่งข่าว ผมไม่ได้ยืนยันว่าทั้งหมดนี่เป็นเรื่องจริง แต่มั่นใจเหลือเกินว่า อย่างน้อยที่สุด น่าจะมีประโยชน์หากคณะกรรมการสอบสวนด้านจรรรยาบรรณของฟีฟ่าจะเข้ามาตรวจสอบ ก็คณะกรรมการชุดเดียวกับที่กำลังจะตัดสิน บินฮัมมัม นั่นแหละ ความจริงที่เห็นอยู่คือ หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งที่เปิดเผยเรื่องตั๋ว กำลังได้รับความเจ็บปวด นอกจากนี้ ความจริงที่ว่า พรายกระซิบตนนี้ ผู้ที่จะลองหาที่พึ่งจากสื่อต่างประเทศให้เหลียวแลในข้อร้องเรียนนี้ เกี่ยวกับนายกสมาคมฟุตบอลไทยและการกระทำของเขา สิ่งต่างๆ ในเมืองไทยไม่มีความโปร่งใสเอาเสียเลย และแฟนบอลต่างก็ไม่มีความสุขกับสิ่งที่เกิดขึ้น เมื่อมีการพูดถึง ฟีฟ่าก็ควรค้นหาต้นตอว่าทำไมถึงมีการพูดถึง คำตอบเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ เดี่ยวนี้ด้วยซ้ำไป ------------------------ เครดิตคนแปล: http://www.thailandsusu.com/webboard/index.php?topic=184823.0
แก้ไขเมื่อ 24 ก.ค. 54 16:36:49
แก้ไขเมื่อ 24 ก.ค. 54 16:24:34
จากคุณ |
:
พลาตินิจ
|
เขียนเมื่อ |
:
24 ก.ค. 54 09:31:21
|
|
|
|