Pantip-Cafe | Pantip-TechExchange | PantipMarket.com | Chat | PanTown.com | BlogGang.com  


 
TIA Column : แชมป์ของลิเวอร์พูล...ไม่เคยมีคำว่าง่าย ติดต่อทีมงาน

ลองนั่งระลึกถึงความทรงจำตลอด 7 ปี นับจากวันที่หัวใจของเรา “พบรัก” กับทีมฟุตบอลที่ดีที่สุดในโลก (สำหรับเรา) รวมทั้งเรื่องราวในอดีตอัน(ค่อนข้าง)จะไกลโพ้นของทีมที่ได้รับรู้มาจากแหล่งข้อมูลต่างๆ แล้วมันค้นพบว่า “ความสำเร็จของทีมรักของเรา ไม่เคยได้มาโดยง่ายเลย” ...ไม่เคยเลย แม้แต่แชมป์เดียว มันยากไปเสียทั้งหมด อย่างน้อยๆ แชมป์ UCL ปี 2005 กับ FA CUP ปี 2006 ก็เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดว่า มันยากเย็นแสนเข็ญขนาดไหน แถมยังต้องบวกด้วย “โชค” อีกไม่น้อยทีเดียว

ขอย้อนไปพูดถึงแชมป์ในสมัยที่เรายังไม่เกิดซักนิด จำได้จากปากคำของคิง เคนนี่ ในหนังสือ My Liverpool Home ว่า แชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ ปี 78 ที่เวมบลีย์ (แน่นอนว่าเป็นเวมบลีย์เก่า) ที่ชิงกับคลับ บรูคส์ นั้น ลิเวอร์พูลนำ 1-0 จากลูกยิงของคิง เคนนี่ กระนั้น เราก็ยังเกือบเสียประตูท้ายเกม ถ้าหากไม่ได้ฟิล ทอมป์สัน สกัดออกมาจากเส้นประตู หรือกระทั่ง FA CUP ปี 89 ที่แข่งกับเอฟเวอร์ตัน ซึ่งถูกนำไปก่อนแต่ก็กลับมาชนะได้ ...เห็นมั้ยว่าไม่ง่ายเลย แม้กระทั่งกับทีมในยุค 80 ที่ได้รับการยกย่อง ได้รับการขนานนามว่า “เครื่องจักรสีแดง” แต่กระนั้น นั่นไม่ได้ทำให้เราแบเบอร์ในนัดชิงฯ บอลถ้วย ไม่ว่าจะเป็นรายการใด

มันอาจเป็น “เสน่ห์” อย่างหนึ่งของบอลถ้วย แม้ผู้คนจะพากันวิจารณ์ว่า เราเป็นต่อ หรือเราเป็นรอง แต่มันไม่ได้รับประกันว่า รูปเกมและผลการแข่งขันจะเป็นไปตามนั้น ยิ่งกับยุคนี้ด้วยแล้ว การเน้นเทคติกมากขึ้นของทีมฟุตบอล ทำให้ทีมที่ด้อยกว่ามีโอกาสชนะทีมที่ดูดีกว่าได้ ก็อย่าง UCL ปี 2005 ลิเวอร์พูลไม่ได้แสดงให้เห็นถึงการเล่นฟุตบอลที่ดีกว่าเอซี มิลานเลย แต่ที่สุดแล้ว สตีเว่น เจอร์ราร์ด ได้เป็นคนชูถ้วยแชมป์ให้กับลิเวอร์พูล แม้แต่การกลับมาล้างตากันในปี 2007 ทีมลิเวอร์พูลชุดนั้นดีกว่าชุดแชมป์ปี 2005 อย่างชัดเจน และเราก็เล่นได้ดีกว่ามิลานด้วยซ้ำ แต่สุดท้าย มิลานเป็นฝ่ายชนะ …นึกๆไป มันดูเหมือนว่า ถ้าลิเวอร์พูลเล่นเกมนัดชิงฯได้ดีกว่าคู่แข่งแล้ว จะไม่ชนะยังไงอย่างนั้นเลย แต่เราก็คงไม่อาจตัดสินอย่างนั้นได้หรอก เพียงแต่ ถ้ามาวัดกับนัดชิงฯ ล่าสุดนี้กับคาร์ดีฟ ในรายการ คาร์ลิ่ง คัพ แล้วล่ะก็ เรากเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ลิเวอร์พูลเล่นไม่ดีนัก แม้จะครองเกมมากกว่า บุกเยอะ แต่มันก็ตามเคย คือ ยิงนกตกปลา แถมกองหลังพลาดครั้งเดียวก็เสียประตูเลย และถึงเราจะยิงคืนมาได้ ยิงแซงได้ ก็ยังปล่อยให้คาร์ดีฟกดดันจนได้ประตูตีเสมอ และนำไปสู่จุดโทษ (อีกแล้ว)

ที่จริงภาวนาตลอดเกมส์เลยว่า “อย่าถึงจุดโทษเลย” คือ ถ้าเป็นยุคราฟาจะไม่กลัวซักนิด แต่ ณ ตอนนี้ สภาวะการยิงจุดโทษของทีมมันค่อนข้างจะล่อแหลม ก็ฤดูกาลนี้เล่นพลาดกันเป็นว่าเล่น แล้วยังไงล่ะ กับนัดนี้ แม้กระทั่ง เจอร์ราร์ดก็ยังพลาด ...ที่จริงขอเข้าข้างนิดนึงนะว่า กัปตันน่ะ ยิงดีแล้ว แต่ประตูคาร์ดีฟดันผีเข้าสิงพอดี ( T T ) ส่วนที่น่าเขกกระโหลกจริงๆ น่าจะเป็นอดัมมากกว่า ที่เฮียแกเล่นยิงไม่ได้ลุ้นเอาซะเลย นาทีนั้น ยอมรับว่า มันหมดหวังจริงๆ ซึมไปแล้ว และถ้ากล้องแพนไปที่หน้ากัปตัน เราก็อาจจะน้ำตาไหลด้วยความสงสารเป็นที่สุด แต่เดิร์ก เค้าท์ก็เป็นคนยื้อยุดฉุดทีมขึ้นมา การที่กัปตันทีมพลาดจุดโทษ และเพื่อนร่วมทีมอีกคนก็พลาดติดกัน ขอบอกว่า มันทำให้ใจเสียจริงๆนะ แต่เค้าท์ก็นิ่งพอ และน่าจะเป็นลูกโทษที่ทำให้เพื่อนอีก 2 คนที่เหลือบรรเทาความกดดันไปด้วย และเราก็ได้แชมป์ในที่สุดด้วยความช่วยเหลือเล็กๆของ “เสาประตู”

ใช่แล้วค่ะ “เทพีแห่งโชค” เข้าข้างเราพอดีในนาทีนั้น และโชคนั้นก็มาจาก “เสาประตู”

บางทีการที่เราต้องเป็นแชมป์เสาและคานประจำฤดูกาลนี้ ที่แม่นกันไปกว่า 20 ลูกแล้ว ไม่เว้นกระทั่งลูกยิงของจีเจช่วงต้นเกมที่ชนคาน ซึ่งเชื่อเหลือเกินว่า มันต้องทำให้พวกเรา แฟนหงส์ทุกคนรู้สึกเสียววาบว่า “มันมาอีกแล้ว” แต่สุดท้ายก็เสาประตูนี่แหละที่เซฟลูกจุดโทษให้เราถึง 2 ลูก (ซึ่งแอบมั่นใจว่าลูก 1 ใน 2 นั้น ถึงไม่ชนเสา เรน่าก็น่าจะปัดถึง) มันอาจเป็นบทที่ถูกอะไรบางอย่างกำหนดไว้แล้วก็เป็นได้ มันทำให้เราย้อนไปคิดถึงถ้อยคำโปรยของนวนิยายไทยเรื่องหนึ่ง ที่โปรยไว้ว่า “ไม่มีใครที่จะได้ทุกอย่างอย่างใจฝัน แต่ก็ไม่มีใครที่จะต้องผิดหวังตลอดไป”

เราเชื่อว่า “เสาและคาน” กว่า 20 ลูกในฤดูกาลนี้มันทำให้แฟนลิเวอร์พูลทุกคนรู้สึกปลงตกเอามากๆ แต่จากสิ่งที่เกิดขึ้นในการดวลจุดโทษนัดชิงฯ เมื่อคืนนี้ มันทำให้อดคิดไม่ได้จริงๆว่า อะไรบางอย่างที่มองไม่เห็นกำลังบอกเราว่า “แลกกันนะ 20 กว่าลูกที่เราต้องชอกช้ำกันมากว่าครึ่งค่อนฤดูกาลกับ 2 ลูก 2 เสาของคาร์ดีฟในนัดนี้” …เพื่อนๆโอเคมั้ยล่ะคะ ที่แลกไป อิอิ

แล้วนาทีประวัติศาสตร์ก็มาถึง แอนโธนี่ เจอร์ราร์ด ยิงจุดโทษพลาด ...พระเจ้า 2 ลูกพี่ลูกน้องตระกูลเจอร์ราร์ดพลาดจุดโทษทั้งคู่ คนหนึ่งโดนเซฟ อีกคนยิงพลาดเอง ดราม่าสุดๆ งานนี้มันสอนให้เรารู้ว่า “ความกดดันมันไม่เข้าใครออกใครจริงๆ” เพราะส่วนตัว เราสังเกตสีหน้า ท่าทางกัปตันของเราแล้วรู้สึกได้เลยว่า “กดดันมาก” แม้ว่าเขาจะเคยผ่านเกมนัดชิงมาพอสมควร แต่มันก็ เอ่อ...นานหลายปีแล้ว แถมนัดล่าสุดยังพลาดแพ้มิลานด้วย ส่วนคุณน้องชายนี่ สงสัยโค้ชกะชงให้เกิดเต็มที่ ยิงเป็นคนสุดท้าย ถ้าเข้าก็เสมอ ไม่เข้า...แพ้ มันก็กดดันไม่แพ้กัน น้องแอนโธนี่คงจะอยากชนะกัปตันของเราใจจะขาด คิดกันง่ายๆ เพียงแค่เส้นทางการเป็นนักฟุตบอลของทั้งสองคนมันช่างแตกต่างกันเหลือเกิน ถ้าน้องแอนโธนี่ชนะกัปตันของเราได้ มันจะเป็นที่สุดของชีวิตนักฟุตบอลของเขาเลยทีเดียว และเมื่อความปรารถนามันพุ่งสูงกว่าสมาธิในงานที่ต้องทำ มันก็เป็นฉะนี้แล...

ยังจำนาทีที่เจอร์ราร์ดชูถ้วยขึ้นเหนือศีรษะได้มั้ยคะ คุณเห็นสีหน้าของกัปตันมั้ย ...ส่วนตัวแล้ว มันเป็นภาพที่เรารอคอยมาตลอด 6 ปี ที่จริงนัดนี้กัปตันก็เล่นไม่ได้ดีนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การยิงประตูที่แทบไม่ได้ใกล้เคียงเลย แว๊บหนึ่ง เรานึกย้อนไปถึงชัยชนะ 2 ครั้งก่อนกับถ้วย UCL และ FA CUP ที่ต้องพูดว่า ถ้าไม่มีผู้ชายคนนี้ เราก็อาจจะไม่ชนะ ในวันนั้น เขาเป็นคนฉุดทีมขึ้นมาให้สู้ต่อ เติมพลังให้ทีม มาถึงวันนี้ เขาอาจจะทำเช่นนั้นไม่ไหวแล้ว ด้วยข้อจำกัดหลายๆประการ ไม่ว่าจะเป็น อายุที่มากขึ้น พละกำลังที่ลดลง อาการบาดเจ็บเรื้อรังที่เคยต้องเผชิญมาอย่างยาวนาน แต่กัปตันก็ยังโชคดีนะคะ ...โชคดีที่มีเพื่อนร่วมทีมอยู่รอบตัวซึ่งพร้อมจะแบ่งเบาภาระนั้นจากกัปตัน มีผู้จัดการทีมที่แสนวิเศษ มีกองเชียร์ที่ดีที่สุดคอยหนุนหลังอยู่ตลอดเวลา กัปตันคงจะปลื้มใจมากกับเสียงตะโกนร้องเพลงเชียร์ประจำตัวที่ The kop ตะโกนก้องตอนที่เขาเดินขึ้นไปถึงบันไดขั้นที่ 107 และก้าวเดินไปตามระเบียงชั้นบ๊อกซ์ เพื่อไปรับถ้วย ถ้าหากจะถามว่า เราตื้นตันกับอะไรในเกมนัดนี้ ก็คงจะเป็นช๊อตนี้แหละค่ะ

Steve Gerrard Gerrard
He passes ball from 40 yards
He's big and he's f**king hard
Steve Gerrard Gerrard

เขาสมควรได้รับมันแล้วจริงๆ


คนสุดท้าย ...ลองหลับตาลง แล้วคิดถึงสีหน้ากับแววตาที่เปล่งประกายของคิง เคนนี่ หลังเกมดูสิคะ มันช่างแตกต่างกับสีหน้า แววตา ระหว่างเกมเสียเหลือเกิน ไม่ต้องบอกทุกคนก็คงจะรู้ว่า คิง เคนนี่จะดีใจและมีความสุขขนาดไหน เขาอาจไม่ได้ทำทุกสิ่งทุกอย่างถูกต้อง เหมาะสม และทำให้ทุกคนพอใจ แต่เชื่อเถอะว่า ไม่ว่าเขาจะตัดสินใจทำอะไรกับทีม เขาย่อมไตร่ตรองแล้วว่ามันเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับทีม เพราะไม่มีใครอีกแล้วที่จะรู้จักสโมสรแห่งนี้มากไปกว่า Boss ของเราคนนี้ เกมนัดนี้ อาจไม่ได้สวยงาม สมบูรณ์แบบ ไร้ข้อตำหนิ ...ก็อย่างที่บอกไงคะ แชมป์ของเรา ไม่เคยมีคำว่าง่าย และแม้แต่ท่านประธานเฮนรี่ก็ยังพูดว่า ...ไม่สำคัญว่าเราจะเล่นเป็นยังไง ตราบเท่าที่เราชนะได้แชมป์...

ลิเวอร์พูลของเราในวันนี้ ไม่ได้เก่งกาจอะไรมากมาย แต่เพราะเราทุกคนร่วมหัวใจกันต่อสู้ด้วยความทุ่มเทและมุ่งหวังในสิ่งเดียวกัน บวกกับ “โชคดี” ที่มาอยู่ในมือเราพอดี ทำให้เราได้ยิ้มมีความสุขกับชัยชนะที่รอคอยกันมาถึง 6 ปี ถึงจะเป็นถ้วยเล็กๆ รางวัลเล็กๆ แต่สิ่งเล็กๆสิ่งนี้เป็นของของเรา อยู่ในมือเรา ถ้าเรายินดีในสิ่งที่เรามี เราจะมีความสุขยิ่งกว่าที่ตัวเราจะคาดถึง และไม่มีใครพรากความสุข ความภาคภูมิใจนั้นของเราไปได้

สำหรับเราแล้ว เราไม่ได้รักลิเวอร์พูล เพราะว่าลิเวอร์พูลเป็นทีมที่สมบูรณ์แบบ แต่เพราะเรารักลิเวอร์พูล ลิเวอร์พูลของเราถึงเป็นทีมที่สมบูรณ์แบบที่สุดในโลก

และทีมที่สมบูรณ์แบบไม่เคยได้อะไรมาง่ายๆหรอกค่ะ เพราะมันจะกลายเป็นสิ่งที่ไม่มีค่า แต่ทุกแชมป์ของเรา ทรงคุณค่า เพราะมันได้มาด้วยความยากลำบาก

จากนี้ไป หวังว่าแชมป์นี้จะเป็นแรงผลักดันให้ทีมมีความมั่นใจมากขึ้น มีแรงฮึด มีพลังที่จะสู้ต่อไปในช่วงเวลาที่เหลือในลีก และบอลถ้วยอีก 1 ใบ ที่เรายังมีสิทธิ์ได้ลงเล่น เผื่อว่าเราจะได้กลับมาเวมบลีย์อีกครั้ง เพราะกัปตันคงไม่เกี่ยงที่จะปีนบันได 107 ขั้นอีกซักครั้งเพื่อไปรับถ้วย FA CUP หรอกค่ะ อิอิ

สวัสดี มีความสุข
YNWA.

แก้ไขเมื่อ 02 มี.ค. 55 08:57:40

แก้ไขเมื่อ 27 ก.พ. 55 22:53:23

จากคุณ : howk_ky
เขียนเมื่อ : 27 ก.พ. 55 21:58:18




ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏในกระทู้ที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการตั้งกระทู้และถูกส่งขึ้นกระดานข่าวโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่ง PANTIP.COM มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานทราบ เพื่อดำเนินการต่อไป



Pantip-Cafe | Pantip-TechExchange | PantipMarket.com | Chat | PanTown.com | BlogGang.com