 |
ขอบคุณจขกท.ค่ะ มาอ่านแบบพิมพ์นะคะ
************************
ทศวรรษ 1980 ผ่านพ้นไปแล้ว พร้อมกับตำแหน่งแชมป์ดิวิชั่น 1 ที่ทีมยักษ์ใหญ่ของอังกฤษอย่าง ปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยังคงไม่มีโอกาสได้สัมผัสกับมันอยู่ดี หลังจากที่พวกเขาได้ครอบครองเป็นครั้งหลังสุด ตั้งแต่ฤดูกาล 1966 67 เป็นต้นมา
..... 10 ปีที่ผ่านไป โดยไม่มีตำแหน่งแชมป์ดิวิชั่น 1 ให้บรรดาแฟน ๆ เร้ด อาร์มี่ ได้ชื่นชมสมใจ ...ย่อมเป็นความผิดหวังอย่างรุนแรงที่สุด สำหรับผู้บริหาร, ผู้จัดการทีม , นักเตะ, ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและแฟน ๆที่คอยเป็นกำลังใจและสนับสนุนอยู่ทั้งมวล!
ในระหว่างช่วงทศวรรษ 1970 ทีม ปีศาจแดง สามารถคว้าถ้วยรางวัลอันทรงเกียรติไปครองได้เพียงครั้งเดียว จากตำแหน่งแชมป์ เอฟ.เอ.คัพ ในปี 1977...สำหรับในศึกดิวิชั่น 1 พวกเขาทำได้ดีที่สุด เพียงแค่เข้าป้ายในฐานะรองแชมป์เมื่อสิ้นสุดฤดูกาล 1979 80 เท่านั้น
....ทศวรรษที่ 1970 ได้สร้างความผิดหวังให้แก่บรรดา เร้ด อาร์มี ไปแล้ว...และทุกคนก็ได้แต่ตั้งความหวังว่าทศวรรษ 1980 จะกลับคืนสู่ยุคทองของแมนฯยูไนเต็ดอีกครั้ง ...แต่ไป ๆ มา ๆ อีก 10 ปีที่ผ่านพ้นก็ยังไม่มีถ้วยชนะเลิศดิวิชั่น 1 ให้พวกเขาได้เชยชมอยู่ดี
แมนฯยูไนเต็ด จบฤดูกาลแรกของทศวรรษ 1980 ด้วยการได้เพียงแค่อันดับที่ 8 ในตารางดิวิชั่น 1 เท่านั้น และนั่นก็ส่งผลทำให้ เดฟ เซ็กซ์ตัน ต้องถูกเขี่ยออกจากเก้าอี้ผู้จัดการทีมไป
...แต่หลังจากนั้นอีก 5 ปีต่อมา ภายใต้การคุมบังเหียนของ รอน แอ๊ตกินสัน แมนฯยูไนเต็ด ก็ทำได้เพียงติดอันดัน 3 ในสองฤดูกาลติดต่อกัน และได้อันดับ 4 อีก ถึงสามฤดูกาลรวด
แอ๊ดกินสัน ยอดกุนซือจอมโอ่อ่า พยายามที่จะปฏิวัติรูปโฉมของทีม ปีศาจแดงใหม่หมดอย่างชนิดที่เรียกว่ายกเครื่องกันเลยทีเดียว ...เขาเซ็นเช็คจ่ายเงินออกไปเป็นค่าตัวนักเตะดาวดังมากหน้า ที่เรียงรายกันเข้าสู่ถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไบรอัน ร็อบสัน , เรมี่ โมเสส , จอห์น กิ๊ดแมน และพอล แม็คกรัธ ในฤดูกาลแรกสุดของเขากับแมนฯยูไนเต็ด ก่อนที่พลพรรค ปีศาจแดงจะได้อันดับ 3 ของดิวิชั่น 1
ฤดูกาลต่อมา แม้ว่าแมนฯยูไนเต็ดยุคของ บิ๊กรอน จะได้พาเหรดเข้าสู่เวมบลีย์ ในนัดชิงชนะเลิศของบอลถ้วยถึงสองรายการด้วยกัน โดยได้แชมป์เอฟ.เอ.คัพ ไปครองหลังจากปราชัยในศึกมิลค์คัพไปก่อนแล้ว แต่สำหรับเส้นทางดิวิชั่น 1 พวกเขาก็ยังอยู่สุดสุดเพียงอันดับ 3 เหมือนเดิมเท่านั้น
ในฤดูกาล 1982 83 นั้น อาจจะเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดอย่างมหันต์ของแอ๊ตกินสันก็เป็นได้ เมื่อเขาได้ปล่อยตัว ปีเตอร์ เบียร์ดสลี่ย์ ให้หลุดลอยกลับไปยังทีมแวนคูเว่อร์ ไวท์แคปส์ในฟุตบอลลีกอเมริกาเหนือ หลังจากได้ทำสัญญาคว้าตัวยอดดารากองหน้าทีมชาติอังกฤษในปัจจุบันรายนี้ เข้าสู่ถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ในราคา 250,000 ปอนด์ แล้ว แต่ข้อตกลงก็มีอันต้องยกเลิก โดยที่เขาตัดสินใจปล่อยตัว เบียร์ดสลี่ย์ ไปอีก ทั้ง ๆ ที่เพิ่งจะเปิดโอกาสให้ เบียร์ดสลี่ย์ ลงโชว์ฝีเท้าในชุดของทีม ปีศาจแดงเพียงแค่ครึ่งเกมเท่านั้น!
อลัน บราซิล , อาเธ่อร์ เกรเฮม และเจสเปอร์ โอลเซ่น ถูกนำตัวเข้าเป็นพลพรรค ปีศาจแดง ระลอกใหม่ในฤดูกาลต่อมา และแมนฯยูไนเต็ดก็ได้เพียงอันดับ 4 ของดิวิชั่น 1 ก่อนที่กอร์ดอน สตรั๊คคั่น จะเข้าเสริมเป็นเวลาต่อมาในช่วงก่อนเปิดฤดูกาล 1984 85 ซึ่งทำให้เมื่อจบฤดูกาลนั้น บรรดา เร้ด อาร์มี่ ยังพอมีรอยยิ้มออกมาบ้าง จากการที่แมนฯยูไนเต็ด พิชิต อีเวอร์ตัน ได้สำเร็จ 1 - 0 ในนัดชิงชนะเลิศ เอฟ.เอ.คัพ...แต่กับศึกดิวิชั่น 1, อันดับ 4 ก็ยังเป็นเลขถูกโฉลกกับพวกเขาอยู่ต่อไป
เริ่มต้นฤดูกาล 1985 86 แมนฯยูไนเต็ด ทำท่าว่าจะทะยานโลดแล่นไปได้อย่างสวยสดงดงาม และยังมีโอกาสมองไปยังตำแหน่งแชมป์ดิวิชั่น 1ได้มากที่สุด เมื่อพวกเขาออกสตาร์ทด้วยชัยชนะถึง 10 นัดติดต่อกันในศึกลีกดิวิชั่น และทำแต้มผงาดง้ำนำห่างคู่ปรปักษ์ทีมอื่นๆ ไปก่อนอย่างโดดเด่น...แต่ผลสุดท้ายพวกเขาก็ไม่อาจยืนระยะรักษาผลงานและฟอร์มอันสุดยอดนั้นเอาไว้ได้ตลอดรอดฝั่งอยู่ดี ทำให้เมื่อจบฤดูกาล ชื่อของแมนฯยูไนเต็ด หล่นไปอยู่เพียงอันดับ 4 (อีกครั้ง) เท่านั้น
...และแล้วแอ๊ตกินสันก็ต้องระเห็จออกจากตำแหน่งไปจนได้ ในเดือนพฤศจิกายนของปี 1986 เมื่ออันดับในตารางของดิวิชั่น 1 ของแมนฯยูไนเต็ด ตกต่ำลงไปอย่างน่าใจหาย จนถึงกลุ่มท้ายปลายแถว...พวกผู้เล่นระลอกหลังสุดที่เขาซื้อเข้าสู่ทีมในฤดูกาลก่อนหน้านั้นอย่างเช่น ปีเตอร์ ดาเวนปอร์ต , คริส เทอร์เนอร์ , โคลิน กิ๊ปสัน , เทอร์รี่ กิ๊ปสัน และ จอห์น ซีเวเบ๊ค เพื่อนร่วมทีมชาติชาวเดนมาร์กของโอลเซ่น ไม่อาจที่จะช่วยให้แอ๊ดกินสันรักษาเก้าอี้ของเขาเอาไว้ต่อไปได้
แม้ว่าแอ๊ตกินสันจะไม่เคยทำให้แมนฯยูไนเต็ด เข้าป้ายต่ำกว่าอันดับ 4 ของดิวิชั่น 1 เลย ตลอด 5 ฤดูกาลที่ผ่านมา... แต่เมื่อไม่ได้แชมป์!...สำหรับแมนฯยูไนเต็ด นั่นถือเป็นความล้มเหลวแล้ว สำหรับกุนซือ ผู้ต้องรับผิดชอบโดยตรง
อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน คือผู้เข้ารับตำแหน่งต่อจากแอ๊ตกินสัน และสามารถทำให้แมนฯยูไนเต็ดกระเถิบจากอันดับที่ 20 จากวันแรกที่เขาเข้าคุมทีม และขึ้นไปอยู่อันดับที่ 11 เมื่อสิ้นสุดฤดูกาล 1986 87
จากนั้นมหกรรมการจ่ายเงินที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ของชาวถิ่นโอลด์ แทร็ฟอร์ด ก็บังเกิดขึ้น เริ่มตั้งแต่ในช่วงฤดูร้อนของปี 1987 เมื่อ ไบรอัน แม็คแคลร์ และ วิฟ แอนเดอร์สัน ถูกนำตัวเข้าเป็นขุนพล ปีศาจแดง สองตัวแรกสุดของเฟอร์กี้
สำหรับแม็คแคลร์เขาช่วยถล่มประตูให้แมนฯยูไนเต็ด เฉพาะในลีกดิวิชั่น 1 ได้ถึง 24 ลูกด้วยกันในฤดูกาลแรกสุดนั้น ซึ่งนับว่าเขาได้ตอบแทนจำนวนเงินค่าตัว 850,000 ปอนด์ของเขาได้อย่างดียิ่งเลยทีเดียว...แต่แมนฯยูไนเต็ดก็ยังต้องต่อหลังลิเวอร์พูลเข้าป้ายในตำแหน่งรองแชมป์อยู่ดี แม้ว่าจะทำแต้มได้มากพอที่จะเป็นแชมป์ได้ ถ้าหากเปรียบเทียบกับแชมป์จากหลายฤดูกาลที่ผ่านมาก่อนหน้านั้นก็ตาม
ขณะที่หลายต่อหลายคนพากันคิดว่า แมนฯยูไนเต็ดจะต้องลุ้นตำแหน่งแชมป์ดิวิชั่น 1 ได้สนุกแน่เมื่อถึงฤดูกาล 1988 - 89 เนื่องจากพวกเขามีผู้เล่นชั้นยอดอย่าง จิม เลห์ตัน ยอดนายทวารมือหนึ่งทีมชาติ สก๊อตแลนด์ เข้าร่วมทีมอีกคน รวมทั้งมาร์ค ฮิวจ์ส ที่กลับคืนมาเป็นยอดขวัญใจคนเดิมของบรรดา เร้ด อาร์มี่ อีกครั้ง แต่ผลสุดท้ายพวกเขาก็ร่วงหล่นลงไปถึงอันดับที่ 11 โน่น !
เมื่อมาถึงฤดูกาล 1989 - 90 นี้ เฟอร์กี้ยังคงพยายามอีกครั้งที่จะนำความสำเร็จสู่ทีม ปีศาจแดง และตัวเขาเองให้จงได้... แต่จนถึงบัดนี้ก็กลับมีคำถามที่ผุดขึ้นมาในความรู้สึกนึกคิดของทุกคนแล้วว่า เขาจะทำได้ดังที่หวังล่ะหรือ ?
หรือว่าจะถูกเขี่ยออกไปจากตำแหน่งซะก่อน
เฟอร์กุสันใช้จ่ายเงินไปร่วม 14 ล้านปอนด์เข้าให้แล้วในช่วง 3 ปีที่เขากุมบังเหียน แมนฯยูไนเต็ด และถึงแม้ว่าเขาจะพยายามระดมยอดขุนพลเข้ามาอัดแน่นอยู่ในทีมมากเพียงใดก็ตาม ไล่ตั้งแต่ นีล เว็บบ์, แกรี่ พัลลิสเตอร์ , พอล อินซ์ , แดนนี่ วัลเลซ และไมเคิล ฟีแลน...แต่ที่ปรากฏอยู่ในตารางอันดับของดิวิชั่น 1 ล่าสุดนี้ก็คือ ...แมนฯยูไนเต็ดอยู่อันดับที่ 16 จากทั้งหมด 20 ทีม!
ในช่วงต้นฤดูกาล แมนฯยูไนเต็ด ต้องวุ่นวายมาแล้วจากเรื่องของการที่จะสลับสับเปลี่ยนผู้ดำรงตำแหน่งประธานสโมสร คือมาร์ติน เอ็ดเวิร์ดส์ ไปเป็น ไมเคิล ไนจ์ตัน ก่อนที่จะยุติลงไปพร้อมกับผู้เป็นประธานสโมสรยังคงเป็นคนเดิม...และเมื่อถึงเวลานี้ก็ยังไม่มีทีท่าว่าชาว ปีศาจแดง จะได้ยิ้มรับกับความราบรื่นบนเส้นทางแห่งความสำเร็จทั้งในและนอกสนามซะที!
ความหวังเดียวที่เหลืออยู่ สำหรับเฟอร์กี้ในฤดูกาลนี้ก็คือตำแหน่งแชมป์เอฟ.เอ.คัพ ซึ่งลูกทีม ปีศาจแดง ของเขาได้บุกตะลุยฟันฝ่าเข้าไปถึงรอบรองชนะเลิศเรียบร้อยแล้ว...
อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน รู้ดีว่าเขาจำเป็นอย่างที่สุด ที่จะต้องคว้าถ้วยชนะเลิศใบแรกของเขาในถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ต ให้จงได้ในครั้งนี้ ซึ่งประโยคที่เขากล่าวออกมาคือ :
นี่ไม่ใช่งานที่ง่ายดายเลยแม้แต่น้อยนิด...การเป็นผู้จัดทีมทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นับเป็นงานที่ดีเยี่ยมที่สุดและหนักหนาสาหัสที่สุดในเกมฟุตบอล และผมสามารถบอกพวกคุณๆทุกคนได้เลยว่า ไม่ว่าใครก็ตามที่มาทำหน้าที่นี้ เขาคนนั้นจำเป็นที่จะต้องมีโชคดีติดตัวอยู่เป็นกระบุงใหญ่เลยทีเดียว
***************************
จากคุณ |
:
ข้าวเรียงเม็ด
|
เขียนเมื่อ |
:
วันจักรี 55 22:49:11
|
|
|
|
 |