 |
แบรนดอน สเก็ตแผนการเล่น และอธิบายแนวทางของเขาให้กับผุ้สื่อข่าว Duncan White
แรกสุด เขาแบ่งสนามเป็นแปดส่วน และวาดแผนผังลงไป ในแต่ละส่วนเป็นความคาดหวังว่าผู้เล่นเมื่อได้บอลในบริเวณนั้นๆจะต้องเล่นอย่างไร ไม่เว้นแม้แต่โกล หรือ เซนเตอร์แบ็ค
"When we have the football everybody's a player. The difference with us is that when we have the ball we play with 11 men, other teams play with 10 and a goalkeeper." (Rodgers 2012)
แผนการเล่นไม่มีอะไรใหม่ ความแตกต่างคือ สิ่งที่ผู้เล่นทำ ในแผนการเล่นต่างหาก ดังนั้น แผนการเล่นจะปรับอย่างไรก็ได้ จาก 4-5-1/4-3-3/3-4-3 ไปเป็น 1-4-5-1, 1-4-3-3, 1-3-4-3 หรือกระทั่ง 1-2-6-1. ประเด็นคือ แผนมันไม่ได้ง่ายๆ เหมือนที่เราเคยมอง แผนไมได้แยกระหว่าง กองหลัง มิดฟิลด์ และ กองหน้าอีกแล้ว แต่ถูกกำหนดโดยบทบาทของโซนในสนาม บาร์ซ่า ก็ทำแบบนี้เหมือนกัน ดูการเปลี่ยนจาก 4-3-3 ไปเป็น 3-4-3 เพื่อรับ เชส ฟราเบรกาส สิ ในความเป็นจริง พวกเขาแทบไม่ได้เปลี่ยนแผนเลย
หน้าเป้า ปีกที่ตัดเข้าใน และ วิงแบ็ค เป็นตำแหน่งในหลายๆแผนการเล่นข้ามยุคข้ามสมัย และ ตำแหน่งเหล่านี้ยังเล่นเหมือนเดิม ในโซน 1, 2, 3 และ 5 เป็นแกนในการสร้างเกม และสร้างความสำเร็จตลอดระยะในสนาม
โกลจะต้องเล่นเสมือนสวีปเปอร์ และมีบทบาทเช่นเดียวกันในโซน 2-3 โกลถูกคาดหวังให้เป็น ตัวปลดปล่อยแรงกดดัน สำหรับเพื่อนร่วมทีม ที่ถูกบีบ
โซน 2 ประกอบไปด้วย เซนเตอร์แบ็ค ซึ่งต่างจากแผนอื่นๆคือถูกกำหนดให้มีบทบาทอย่างมาก ในการครอบครองเกม เขาถูกกำหนดให้เป็นปลดปล่อยแรงกดดันสำหรับมิดฟิลด์ ด้วยเช่นกัน และเป็นตัวเลือกในการจ่ายแรกๆสำหรับผู้รักษาประตู แทนที่ได้บอลแล้วจะหวดไป 30-40 หรือ 50 หลา พวกเขาถูกคาดหวังว่าจะจ่ายบอลส่วนใหญ่ ในระยะไม่เกิน 10 หลา
โซน 3 เป็นส่วนสำคัญที่สุดในการครองบอล ผู้เล่นต้องสุดยอดในการเก็บบอลไว้ท่ามกลางแรงกดดัน จ่ายบอลสั้นๆ ตลอดเกม Leon Britton, Pirlo และ Xavi เป็นตัวอย่างของผู้เล่นในตำแหน่ง deep lying play makers, the water carriers, the short playing quarterback หรือ 'volante de salida' หรือแปลง่ายๆได้ว่า ถ้าโดนบีบ โยนบอลไปให้หมอนี่ซะ
"I get the ball, I pass, I get the ball, I pass, I get the ball, I pass." (Xavier Hernandez 2011);
โซน 5 มีบทบาทในการพยายามหาช่องว่าง และทำตัวเป็นสามเหลี่ยม ระหว่างเพื่อนร่วมทีม มิดฟิลด์ตัวกลางสองคน เช่นเดียวกับโซน 3 ต้องมีความสามารถชั้นเลิศ ในการจ่ายและครองบอล แต่ยังต้องมีพลังวิ่งไม่หยุด ระหว่างกรอบเขตโทษของทั้งสองฝ่าย เขาไม่จำเป็นต้องสร้างโอกาสมากนัก แต่ต้องเป็นตัวเร่ง ในการปรับความเร็วของการครองบอล จังหวะในการปรับความเร็วและทิศทาง เป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างแอสซิส และ ประตู ทั้งโซน 3 และ 5 ถูกคาดหวังว่าจะจ่ายบอลสำเร็จ 90% ขึ้นไป เพื่อให้ระบบประสบความสำเร็จ
โซน 4 ถูกคาดหวังให้คอยช่วยผู้เล่นที่ครองบอลอยู่ และวางตัวเองอยู่ในตำแหน่งสามเหลี่ยม กับเพื่อน ร่วมทีม นอกจากนี้ยังต้องเติมเกมในจังหวะบุก หรือ ถอยกลับมาให้ทัน โซน 4 ถูกคาดหวังให้กระชากบอลไปเปิดสุดเส้น(cross the ball from the opponents' byline) ซึ่งเป็นตำแหน่งเปิดบอลดีที่สุดในสมัย 1950 [โซน G]
โซน 6 เป็นที่อยู่ของผู้เล่นเชิงสูง จอมสร้างสรรค์ ทั้งในแง่ของการเปิดบอลชี้ขาด หรือการลากลูก Messi, Scott Sinclair, Nathan Dyer, Pedro, Afellayเป็นผู้เล่นที่คาดหวังในโซนนี้ และยังรับผิดชอบถึง แอสซิส และ การทำประตูด้วยเช่นกัน
โซน 7 ต้องการผู้เล่นที่เทคนิคสูง เก็บบอลดี และ เล่นเป็นทีมได้ดี ความแตกต่างจาก หน้าเป้าโบราณ คือ ถูกคาดหวังว่าจะสามารถพลิกบอลหนีตัวประกบ หรือหาช่องว่างได้ทั้ง 360 องศา ไม่ว่าจะมีบอลหรือไม่มีบอล
โซน G โซนแห่งโอกาสในการทำประตู ในระบบนี้ แทนที่จะพยายามเล่นบอล เมื่อบอลเข้ามาอยู่ในโซนนี้ แต่จะพยายามหาโอกาสเหนาะๆมากกว่า ถ้าไม่มี ก็จะเคาะบอลกลับ อ้อมไปอีกฝาก หรือ ย้อนกลับมาอีกครั้งเมื่อตัวประกบเกิดช่องโหว่ ความอดทนเป็นปัจจัยสำคัญ เราไม่ต้องพยายามยิงถึงเก้าครั้ง เพราะโอกาสที่เหมาะๆนั้น ครั้งเดียวก็เป็นประตูได้
จากคุณ |
:
panote_saechiew
|
เขียนเมื่อ |
:
3 มิ.ย. 55 19:08:38
|
|
|
|
 |