 |
3) Jesse Owens
โอลิมปิกฤดูร้อน ปี 1936 จัดการแข่งขันที่ นครเบอร์ลิน ประเทศเยอรมันนี
ประธานพิธี คือ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (อาชญากรสงครามอันดับ 1 ของโลกใบนี้ มีคนตายเพราะคำสั่งของเขาทั้งหมดประมาณ 20 ล้านคน รองจากอันดับหนึ่งคือข่านแห่งมองโกลหรือแจงกิสข่าน ซึ่งมีคนตายไปทั้งหมด 70 ล้านคน)
ก่อนการแข่งขันมีประเทศน้อยใหญ่พยายามร่วมบอยคอตไม่ให้จัดการแข่งขันขึ้น เพราะไม่ไว้วางใจและไม่เคารพการกระทำของลิทธินาซีของฮิตเลอร์แต่คณะกรรมการโอลิมปิกก็ปฏิเสธการท้วงติงของชาติทั้งหลาย จนการแข่งขันโอลิมปิกครั้งนี้ได้รับการขนานนามว่าเป็น"นาซีเกมส์"
การแข่งขันครั้งนี้คงไม่มีอะไรน่าจดจำนัก หากฮิตเลอร์ไม่ออกมาสบประมาทคนทั้งโลกว่า "คนเยอรมันเหนือกว่าคนจากชาติอื่นในทุกด้าน"
และ Jesse Owens ก็ลบคำสบประมาทของเขา ต่อหน้าเขาที่นั่งอยู่บนอัฒจันทร์นั้นเอง
ขอต้อนรับสู่ประตูกาลเวลาแห่งตำนานของ Jesse Owens(หรือ James Cleveland Owens)
James Cleveland Owens ลืมตาดูโลกครั้งแรกเมื่อวันที่ 12 กันยายน 1913 ใน Oakville, Alabama เขาเกิดมาท่ามกลางความยากจนและการเหยียดสีผิว(คงไม่ต้องพูดถึงหรอกนะครับว่าสมัยนั้นเค้าเหยียดสีผิวกันขนาดไหน) เป็นลูกคนที่เจ็ดของ นาย Henry (หรืออองรีหว่า) และนาง Emma Owens เมื่อ เจมส์หรือ J.C มีอายุได้ 9 ขวบ พ่อแม่เขาก็ตัดสินใจย้ายบ้านทั้งครอบครัวสู่ Cleveland, Ohio เพราะพวกเขาไม่มีเงินพอที่จะใช้จ่าย พ่อเขาหวังว่าจะเจองานที่ดีกว่าที่นั้น
เมื่อเข้าสู่ Cleveland . J.C ได้เข้าเรียนที่โรงเรียนรัฐบาล
เมื่อวันแรกที่เขาเข้าโรงเรียน ครูถามชื่อเขา เขาตอบว่า "J.C Owens" แต่ครูได้ยินไปว่า Jesse Owens(ถ้าเป็นเรา ก็คงได้ยินผิดแน่ๆ)J.C จึงมีชื่อว่า Jesse เป็นต้นมา
แต่ Cleveland ไม่ใช่ที่จะที่ประสบความสำเร็จอย่างที่ นาย Henry และนาง Emma หวังไว้และท่ามกลางความยากจน Jesse ได้ทำงานที่แตกต่าง โดยใช้เวลาน้อยนิดที่เขามีอยู่
เขาทำงานเกี่ยวกับร้านขายของชำ ขนสินค้าประเภทรถ และบางครั้งเขาก็ทำงานที่ร้านซ่อมรองเท้า
และในช่วงเวลานั้นเองเขาก็ค้นพบว่าตนนั้นรักที่จะวิ่ง และนั้นคือจุดเปลี่ยนของชีวิตเขา
และวันหนึ่งในชั่วโมงเรียนพละเขาได้พิสูจน์ให้ โค้ช Charlie Riley เห็นว่าเขามีพรสวรรค์ด้านกรีฑาขนาดไหน โค้ชทึ่งมาก!! จึงนัดเขาให้มาซ้อมทุกเช้า
และต่อมาเขาก็เข้าเรียนที่ Cleveland East Technical High School ซึ่งที่นั้น Jesse ได้กลายมาเป็นนักวิ่งที่น่าจับตามองที่สุดในยุคนั้นก็ว่าได้ เขาทำสถิติโลกในการวิ่ง 100 หลา ใน 9.4 วิ ในครั้งที่สองในการแข่งขัน และก็อีกครั้งในการแข่งขันระหว่างโรงเรียนที่ Chicago และเขาก็ยังกระโดนได้ที่ 24 ฟุต 9 กับ 5/8 นิ้ว ในการกระโดดไกล และยังมีวีกรรมอีกมากมายที่ตนทำไว้เมื่อครั้งที่อยู่ hign school
แน่นอนว่าหลังจากจบ hign school มหาลัยทั้งหลายก็พยายามจับ Jesse เข้ามาในมหาลัยตน แต่ในที่สุด J.C ก็เลือก Ohio State University.
อีกครั้งที่การเหยียดสีผิวทำร้ายเขา ในขณะที่เดินทางไปแข่งขันระดับมหาลัยกับคนอื่นๆที่อยู่มหาลัยเดียวกัน ตัวเขาต้องไปเข้าพักที่โรงแรมของคนผิวสีเท่านั้น ต้องกินอาหารและถืออาหารของคนผิวสีเท่านั้น ต้องเดินขึ้นลงบันไดโดยไม่มีสิทธิ์จะขึ้นลิฟท์ ในขณะนั้นนักกีฬาผิวสีอนุญาตให้พักในโรงแรมของคนผิวขาวแต่ก็ต้องพักในประตูสีดำเท่านั้น แต่กระนั้นเขาก็ต้องทำงานพิเศษเพื่อหาเงินเรียนอยู่
ระหว่างนั้นเขาก็ทำลายสถิติโลกเป็นว่าเล่นทั้งที่อยู่เพียงชุดเยาวชน และในที่สุดเขาก็ติดทีมชาติและเข้าแข่งขันที่เบอร์ลิน
ท่ามกลางบรรยากาศอึมครึมทางการเมือง สหภาพโซเวียต พยายามคุกคาม จีน กับ ญี่ปุ่น ทางฝั่งยุโรป ออสเตรีย, ฝรั่งเศส และกรีซ กำลังทะเลาะกัน ด้าน อิตาลี บุก เอธิโอเปีย และสเปน มีสงครามกลางเมือง
อีกทั้งนานาชาติ รู้สึกหวาดกลัวปรัชญาของลัทธินาซี หลังจากที่ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ขึ้นครองอำนาจ ประเทศเยอรมนี ในปี 1933 และพยายามจะสร้างชนเผ่าอารยัน ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง, กำลังทางทหาร รวมทั้งกีฬาด้วย
ฮิตเลอร์ ไม่รอช้า ที่จะใช้โอลิมปิกครั้งนี้ เป็นเครื่องมือโฆษณา ลัทธินาซี ทันที ตั้งแต่พิธีเปิดการแข่งขัน เริ่มต้นด้วย เรือเหาะยักษ์ ฮินเดนเบิร์ก ขึ้นไปบินเหนือเมนสเตเดียม ที่มีผู้ชมถึง 110,000 คน ทุกคนต่างแต่งกาย ในชุดสีน้ำตาล พร้อมกับมีการปลดธงโอลิมปิก แล้วนำพื้นผ้ารูปตรา สวัสดิกะขนาดใหญ่ ประดับไปทั่วสเตเดียม พร้อมการบรรเลงจากวงดุริยางค์ของกองทัพ อาณาจักรไรช์ที่ 3 เป็นเพลง "ด๊อยช์ลันด์ อูเบอร์ อัลเลส" ภายใต้การอำนวยเพลงของ ริชาร์ด สเตร๊าซ์
รวมทั้งการเดินพาเรดของ บรรดานักกีฬาจาก 50 ชาติ ที่ได้รับการต้อนรับจากฮิตเลอร์ ด้วยการเคารพแบบนาซี ซึ่งหลายทีมตอบรับด้วยเสียงเชียร์ แต่ว่าทีมจาก สหราชอาณาจักร แสดงอาการเป็นปรปักษ์อย่างเด่นชัด ด้วยการมองไปข้างหน้า และปิดปากเงียบสนิท
อย่างไรก็ตาม ในโอลิมปิกครั้งนี้ มีการวิ่งนำคบเพลิง เข้าสู่สนามกีฬา และนำไปจุดบนกระถางคบเพลิง เป็นสัญลักษณ์ การเริ่มต้นมหกรรมกีฬา จนเป็นประเพณีสืบทอด มาถึงทุกวันนี้
กลับมาที่การแข่งขัน ซึ่งมีชนิดกีฬาถูกบรรจุ 19 ชนิด (บาสเกตบอล กับ เรือแคนู ถูกบรรจุเพิ่มเติม) ซึ่งทีมเยอรมัน ที่ส่งนักกีฬาเข้าแข่งถึง 500 คน ก็คว้าเจ้าเหรียญทองไปครอง ด้วยการทำได้ 35 เหรียญทอง 23 เหรียญเงิน และ29 เหรียญทองแดง
ถึงอย่างไร ท่ามกลางลัทธิเหยียดผิว อย่างรุนแรง 10 นักกรีฑาผิวดำจากสหรัฐ ที่นำโดย เจสซี่ โอเว่น สามารถคว้าเหรียญทอง มาครองได้ถึง 6 เหรียญ จากที่ทีมอเมริกัน คว้ามาได้ 12 เหรียญทอง
ที่เบอร์ลิน กลายเป็นเวทีของ โอเว่น โดยแท้ เมื่อเขาคว้าได้ถึง 4 เหรียญทอง จากวิ่ง 100 เมตร, 200 เมตร, กระโดดไกล และวิ่งผลัด 4 คูณ 100 เมตร ต่อหน้าต่อตา ฮิตเลอร์ จนเป็นที่กล่าวขวัญมาถึงทุกวันนี้
หากจะถามถึงคุณค่าของโอลิมปิกครั้งนี้ ดูเหมือนว่าจะเป็น การจัดการแข่งขันที่ดี อารมณ์ร่วมของผู้ชม ที่เกิดระหว่างการแข่งขัน ของบรรดานักกีฬา
ทว่าหลังจากพิธีปิดการแข่งขัน ในวันที่ 16 สิงหาคม 1936 จบลงได้ 3 ปี ผู้คนก็ต้องพบความเศร้า เมื่อ สงครามโลก ครั้งที่ 2 ระเบิดขึ้น ตลอดระยะเวลา แห่งความยากแค้น 12 ปี ไฟโอลิมปิกไม่ได้ถูกจุดขึ้นอีกเลย ไม่ว่าจะเป็นในปี 1940 ที่โตเกียว หรือ 1944 ที่ลอนดอน
คราบเลือดเพิ่งจางหาย คราบน้ำตาเพิ่งแห้งเหือด โอลิมปิกเกมส์ จึงได้หวนกลับมาอีกครั้ง ที่ลอนดอน ในปี 1948
ซึ่งต่อมาได้ใช้ชื่อของ J.C คือ Jesse Owens Award เป็นชื่อรางวัล โดยจะมอบให้นักกีฑายอดเยี่ยมของสหรัฐอเมริกา
ภายหลังสถิติของโอเว่นส์ถูกทำลายในปี 1984 โดย คาล์ส ลูอิส ที่ทำไป 5 เหรียญทอง (ซึ่งครั้งนั้นเป็นช่วงที่จะเกิดสงครามเย็นประเทศต่างๆที่อยู่ข้างโซเวียดไม่เข้าร่วมการแข่งขัน และได้จัดขึ้นที่อเมริกา)
จากการที่สหภาพโซเวียตบอยคอต ทำให้สหรัฐ ครองเจ้าเหรียญทอง แบบไร้คู่แข่ง ด้วยการกวาดไปถึง 147 เหรียญทอง จากทั้งหมด 514 เหรียญ
นอกจากนั้น เป็นการเริ่มต้นตำนาน นักกรีฑาผู้ยิ่งใหญ่อีกคน ที่มีนามว่า คาร์ล ลูอิส เมื่อลมกรดหนุ่ม จากแคลิฟอร์เนีย เทียบชั้นกับตำนานของ เจสซี่ โอเว่นส์ ด้วยการคว้า 4 เหรียญทอง อีกทั้งยังเป็นฟอร์มระดับโลก อย่างแท้จริง ด้วยการวิ่ง 100 เมตร ด้วยเวลา 9.99 วินาที ที่ทิ้งคู่เกือบ 3 เมตร ตอนเข้าเส้นชัย, วิ่ง 200 เมตร 19.80 วินาที กระโดดไกล 19.80 เมตร และร่วมทีม 4 คูณ 100 เมตร ทำสถิติโลก
จากนั้น ลูอิส ยังสามารถสะสมได้อีก 5 เหรียญทอง โดยเฉพาะ กลายเป็นนักกรีฑาคนแรก ที่สามารถป้องกันแชมป์วิ่ง 100 เมตรไว้ได้ และเป็นแชมป์กระโดดไกล 4 สมัยติดต่อกัน หรือระยะเวลา 12 ปี
แก้ไขเมื่อ 28 ก.ค. 55 12:43:57
จากคุณ |
:
จขกท (เอะอะก็แบน)
|
เขียนเมื่อ |
:
28 ก.ค. 55 11:17:14
|
|
|
|
 |