 |
สิงห์เลือดใหม่.!!!
เมื่อถึงเวลาทุกอย่างล้วนเกิดการเปลี่ยนเเปลงได้เสมอ ไม่เว้นเเม้แต่ในโลกของวงการฟุตบอล ที่เมื่อถึงเวลาสโมสรก็ต้องรู้จักผลัดใบ หรือถ่ายเลือดใหม่นักเตะเข้าสู่สโมสรบ้าง
และนั่นเหมือนว่าจะถึงเวลาของ "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี สักทีในฤดูกาลนี้ บวกกับการได้เเชมป์ศึกยูฟ่า เเชมเปี้ยส์ ลีก ครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสรด้วยแล้ว นับว่าเป็นรางวัลชิ้นใหญ่เลยทีเดียว เพราะทำให้นักเตะหลายๆ คนมีความเชื่อมั่นในสโมสรนี้มากขึ้น และเชื่อว่าจะก้าวหน้าต่อไปอย่างไม่สิ้นสุด จนอยากย้ายมาร่วมทีมด้วย ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดก็คือ เอเเด็น อาซาร์ มิดฟิลด์ชาวเบลเยี่ยมของลีลล์ ที่ตอนแรกเลือกอยู่ว่าจะไปสองสโมสรเมืองเเมนเชสเตอร์ แต่พอ "สิงโตลอนดอน" ได้เเชมป์ยูซีแอลมาครอง เขากลับเปลี่ยนใจกะทันหันย้ายมาร่วมทัพด้วยอย่างหน้าตาเฉย เอเเด็น อาซาร์ 32 ล้านปอนด์ (ราว 1,600 ล้านบาท), มาร์โค มาริน 7 ล้านปอนด์ (ราว 350 ล้านบาท), ออสการ์ 25 ล้านปอนด์ (ราว 1,250 ล้านบาท), เซซ่าร์ อัซปิลิกวยต้า 7 ล้านปอนด์ (ราว 350 ล้านบาท), วิคเตอร์ โมเซส 9 ล้านปอนด์ (ราว 450 ล้านบาท), ธอร์ก็อง อาซาร์ (ไม่เปิดเผยค่าตัว) นั่นคือ 6 รายชื่อสมาชิกใหม่ของ "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี ในฤดูกาลนี้ ซึ่งลองเช็กดูอายุทั้ง 6 คน ถือว่าเป็นดาวรุ่งที่น่าจับตามองทั้งสิ้น ที่โรแบร์โต้ ดิ มัตเตโอไปซิวมาเสริมแกร่ง นี่จึงถือว่าเป็นการเริ่มถ่ายเลือดใหม่ของ "สิงห์บูลส์" ที่ยอดเยี่ยมมาก และเป็นการซื้อตัวที่ทำให้แฟนบอลเลือดน้ำเงินต่างเห็นพร้องด้วยทั้งสิ้น โดยเฉพาะ เอเเด็น อาซาร์ ที่มาถึงก็โชว์ฟอร์มสุดสะเด่าให้กับทีมทันที เรียกว่า คุ้มสุดๆ ไม่เสียดายเลยกับเงิน 32 ล้านปอนด์ เขาลงเล่นสามนัดในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ โดยสามารถเรียกจุดโทษให้ทีมได้ 2 ครั้ง แอสซิสต์ให้เพื่อนทำประตู 4 ครั้ง และยิง 1 ประตู พาต้นสังกัดทะยานนำจ่าฝูง ด้วยการเก็บชัยชนะรวด 3 นัด เก็บ 9 คะแนนเต็ม ลีลาการเล่นของดาวเตะวัย 21 ปี โดดเด่นมาก ทั้งการเลี้ยง กระชาก และความเร็ว สามารถป่วนปั่นแนวรับคู่แข่งได้ตลอด ประกอบกับการจ่ายบอลที่แม่นยำ และใจกว้างเป็นแม่น้ำสุดๆ ของเขา ยิ่งทำให้ได้ใจเพื่อนร่วมทีม รวมถึงแฟนบอลสุดๆ ด้านตัวอื่นๆ ก็น่าสนใจทั้งนั้น มาร์โค มาริน มิดฟิดล์ทีมชาติเยอรมัน ตัวนี้สไตล์การเล่นไม่ต่างจากอาซาร์เท่าไหร่ มีทั้งความเร็ว และความคล่อง น่าจะป่วนแนวหลังของคู่แข่งได้ดีเช่นกัน ออสการ์ เป็นกองกลางพรสวรรค์สูง และมีเทคนิคยอดเยี่ยม ซึ่งเขาพิสูจน์ฝีเท้าในทีมชาติบราซิลชุดรองเเชมป์โอลิมปิกให้เราได้เห็นมาแล้ว และเชื่อว่าในอนาคตเขาคงเป็นตัวคุมแดนกลางของเชลซี แทนแฟร้งค์ แลมพาร์ด อย่างแน่นอน เซซ่าร์ อัซปิลิกวยต้า ฟูลแบ็กเลือดกระทิง เป็นนักเตะที่มีแทคนิคดี และเด่นทั้งรุก ทั้งรับ น่าจะมาเติมเต็มแบ็กขวาอาชีพที่ทีมขาดอยู่ได้พอดี วิคเตอร์ โมเซส รายนี้เลื้อย กระชากได้มันส์จริงๆ ตอนอยู่กับวีแกน และไม่ต้องปรับตัวอะไรมากกับฟุตบอลอังกฤษ สามารถเลือกใช้งานได้ทันที ส่วนคนสุดท้าย ธอร์ก็อง อาซาร์ น้องชายของ เอเเด็น อาซาร์ รายนี้อาจต้องปล่อยให้เก็บประสบการณ์ก่อน แล้วค่อยกลับมาใช้งานจริง ซึ่งดูแล้วเหล่าบรรดาแข้งหน้าใหม่ที่เชลซีเสริมทัพมา น่าจะทำให้ฤดูกาลนี้ มิติการเล่นของพวกเขาน่าตื่นตาตื่นใจมากขึ้น ระหว่างการผสมผสานดาวรุ่งหน้าใหม่กับตัวเก๋าอย่าง ปีเตอร์ เช็ก, จอห์น เทอร์รี่, แอชลี่ย์ โคล และ แฟร้งค์ แลมพาร์ด ประกอบการถ้าดูจากการเล่นของเชลซีมาทั้ง 3 เกม จะเห็นได้ว่าเกมของพวกเขาเร็วขึ้น และดูลื่นไหลมากทีเดียว เรื่องนี้ต้องขอชม โรแบร์โต้ ดิ มัตเตโอ ที่มองจุดอ่อนหรือจุดบกพร่องของทีมออก และค่อยๆ สรรหาตัวมาแทนที่ในตำแหน่งนั้นๆ เรียกว่าได้ใจแฟนบอลไปเต็มๆ โดยผมมองว่าตอนนี้ ดิ มัตเตโอ คงกำลังต้องการอยากสร้างทีมในอุดมคติของเขาขึ้นมาเอง ดูจากการเสริมทัพที่มากมาย ซึ่งคงขาดเพียงกองหน้าตัวเป้าอีกสักคนที่จะมาแทนที่ ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา ดาวยิงชาวไอวอรี่โคตส์ที่อำลาทีมออกไป เพราะลำพังเฟร์นานโด ตอร์เรส คนเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการกำศึกหนักตลอดทั้งฤดูกาล ส่วนสำรอง ดาเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ ก็ยังไว้ใจไม่ได้ เพราะออกแนวเล่นเพื่อตัวเอง มากกว่าการเล่นเป็นทีม ก่อนปิดตลาดซื้อ-ขายในวันที่ 31 สิงหาคมนี้ แฟน "สิงห์บูลส์" อาจได้เฮกันอีกก็ได้ และถ้าได้มาจริงๆ คงสร้างความหวั่นใจให้คู่แข่งไม่น้อย กับตัวเลือกภายในทีมเชลซี แม้มันจะดูเหมือนว่าพวกเขาซื้อตัวมามากเกินไปหรือเปล่า เพราะดูแล้วน่าจะทับตำแหน่งกันหลายราย แต่เชื่อเถอะครับการมีขุมกำลังมากเข้าไว้ ย่อมดีกว่าไม่มีให้เลือกใช้ เนื่องจากอย่าลืมนะครับว่าฤดูกาลนึงมีการเเข่งขันมากมาย ไม่ว่าจะเป็น คาปิตอลวันคัพ (ลีก คัพ เดิม), เอฟเอ คัพ, พรีเมียร์ลีก, ยูฟ่าเเชมเปี้ยนส์ ลีก ซึ่งเป็นศึกหนักทั้งสิ้น และปีนี้เชลซีเองก็ต้องลงเล่นมากเป็นพิเศษด้วย ทั้งศึกซูเปอร์ คัพ และสโมสรโลก ดิ มัตเตโอ จึงจำเป็นต้องมีตัวเลือกใช้งานให้มากไว้ก่อน และนี่อาจไม่ใช่การซื้อมาเพื่อหวังประสบความสำเร็จในทันทีเลย แต่มันเป็นการวางรากฐานเพื่ออนาคตที่ยอดเยี่ยมมาก ดังนั้น โรมัน อบราโมวิช ประธานสโมสรควรน่าจะให้เวลา ดิ มัตเตโอ มากๆ เพื่อให้เขาได้ฟอร์มทีมของตัวเองขึ้นมาจนสมบูรณ์เต็มที่ เพราะผมเชื่อว่าเขาเป็นผู้จัดการทีมที่ดีอย่างไม่ต้องสงสัย ส่วน ฤดูกาล 2012-2013 นี้ ผมมองไม่ต่างจากเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน นายใหญ่ "ปีศาจแดง" แมนฯ ยูไเต็ดเท่าไหร่ ที่ว่าเชลซีเป็นทีมที่น่ากลัวที่สุด ในการแย่งเเชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ แต่อย่างว่านะครับ เสน่ห์ของบอลลีกมันอยู่ตรงที่ ต้องดูกันยาวๆ นี่แหละ ออกสตาร์ทดี แต่แผ่วปลายก็อดเเชมป์ได้เช่นกัน ทีมที่จะเป็นแชมป์ลีกส่วนใหญ่จึงต้องเป็นทีมที่มีฟอร์มการเล่นสม่ำเสมอ และปีนี้ผมคิดว่าน่าจะเป็นฤดูกาลที่ยากลำบากในการแย่งเเชมป์กันของยักษ์ใหญ่แน่นอน เพราะทีมอื่นๆ ต่างมีการยกระดับขึ้นมาได้อย่างดีทีเดียว เช่น เอฟเวอร์ตัน, สเปอร์ส, ฟูแล่ม, สวอนซี เป็นต้น พรีเมียร์ลีกปีนี้คงต้องลุ้นกันไปแบบนัดต่อนัด และมันส์สุดๆ อยู่ที่ว่าใครจะฟอร์มสม่ำเสมอกว่ากัน และที่แน่ๆ "เดอะ บูลส์ นิว บลัด" (The Blues New Blood) ยังไงก็น่าติดตามสุด ๆ ยิ่งถ้าบรรดาตัวที่ชอปปิ้งมาได้ลงเล่น และจูนกันเข้าที่ นี่คงสะแด่วแห้วแน่ๆ อยู่ที่ว่าจะไปได้ไกลแค่ไหน....ต้องรอดู
http://www.siamsport.co.th/Column/120826_393.html
จากคุณ |
:
nutzajung
|
เขียนเมื่อ |
:
28 ส.ค. 55 16:20:38
|
|
|
|
 |