"ผมดีใจที่เรายังไม่ถูกลืม"
Rich Dad, Poor Dad แบบ 'ชนะชัย'
แม้ครอบครัวศรีชาพันธุ์จะไม่ใช่ชาวอันดามันโดยกำเนิด แต่กลับต้องเผชิญกับมหันตภัยคลื่นยักษ์ 'สึมามิ' อย่างไม่คาดคิด
ระดับความรุนแรงอาจไม่หนักเท่า ถ้าพูดตามภาษาชาวบ้านก็คือ แค่โดนหางเลข อันเนื่องจากการบริจาคเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยสึนามินั่นเอง
เงินจำนวน 1 หมื่นบาท ทำให้ผู้บริจาคอย่าง 'ภราดร ศรีชาพันธุ์' นักเทนนิสหมายเลข 1 ของเอเชีย ผู้เคยติดอันดับ 8 ของโลกเมื่อ 2 ปีก่อน ตกเป็นจำเลยสังคมโดยปริยายภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง อ้างจากการโพสต์ข้อความของชาวเน็ตโดยสรุป ส่วนใหญ่พากันวิพากษ์ว่า นักเทนนิสหนุ่มผู้ร่ำรวยด้วยรถสปอร์ตราคา 20 ล้านบาท ผู้เป็นเจ้าของบ้านใหม่หลังละ 6 ล้านบาท ทำไมถึงได้บริจาคเงินให้ผู้ประสบภัยเพียงหมื่นเดียว ในขณะที่นักเทนนิสคนอื่นๆ แม้แต่ 'แทมมี่-แทมารีน ธนสุกาญจน์' ซึ่งไม่เคยติด 10 อันดับแรกของโลก ยังบริจาคตั้งแสนบาท!!
ที่ใดมีความขัดแย้ง ที่นั่นมีชุมชน SMS
ประเด็นการบริจาคของภราดรได้บานปลาย ขยายวง กลายเป็น 'บางสิ่ง' ที่มากกว่าเรื่องเงินบริจาค หากเป็น 'บางสิ่ง' ที่ 'สื่อ' ได้เข้ามาประเมินคุณค่า พร้อมกับทวงถามความถูกต้อง-ชอบธรรมจากภราดรที่ต้องรับผิดชอบต่อสังคม ในฐานะที่เขาเป็นนักเทนนิสขวัญใจประชาชน และเป็นซูเปอร์สตาร์ผู้มั่งมี
ไม่เพียงเท่านั้น ยังทวงถามคำขอโทษจาก 'ชนะชัย ศรีชาพันธุ์' ผู้เป็นบิดา โทษฐานที่พูดว่า "ไม่ได้คิดบริจาคจำนวนมากเพื่อสร้างภาพ" กระทั่งตัวเลขยอดเงินบริจาคของครอบครัวนี้สูงถึงหลักล้าน เป็น '1.1 ล้านบาท' โดยชาวศรีชาพันธุ์ แต่ไม่สามารถฟื้นฟูเกียรติยศชื่อเสียงของครอบครัวนี้คืนมาได้อย่างปัจจุบันทันด่วน
ชนะชัย ศรีชาพันธุ์ บริจาคเงินล้านผ่านสภากาชาดไทย เพื่อฟอกตัวให้สังคมไทยยอมรับเขาอย่างนั้นหรือ?
ตามต่อด้วยข่าวค่ายรถยุโรปยี่ห้อดังถอนสัญญาว่าจ้างภราดรกลางคัน บนเหตุผลที่อธิบายให้เป็นข่าวได้ว่า ภราดรเอาแต่ขับรถสปอร์ตของค่ายอื่น กับอีกเหตุผลที่แถลงเป็นข่าวไม่ได้ นั่นคือ กระแสภราดร 'ขาลง' ซึ่งไม่ได้เกิดจากอันดับโลกที่ถดถอยเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะสังคมไทยพากันเสื่อมความนิยมในตัวภราดรอันเนื่องจากการบริจาคดังกล่าว
และยังลือกันอีกว่า เร็วๆ นี้แบงก์กรุงศรีอยุธยาจะขอเลิกสัญญากับภราดรด้วยเหตุผลเดียวกัน!!
ช่วงที่ภราดรดังสุดๆ ชนะชัย ศรีชาพันธุ์ ได้เขียนหนังสือเล่มหนึ่ง ชื่อ 'ปั้นลูกให้เป็นแชมป์' แต่นั่นมันเมื่อ 2 ปีก่อน หนังสือเล่มนั้นบอกถึงตัวตน, การใช้ชีวิตในฐานะนักกีฬาและครูฝึกของพวกเขาสองพ่อลูก ที่ยึดมั่นในทางสายกลาง และเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นสู่สิ่งที่ดีกว่า
ไม่ว่าคุณจะเคยส่ง SMS หรือเคยโพสต์ข้อความไว้ในเน็ตถึงพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นคำติ หรือคำชม นั่นมันการสื่อสารทางเดียว ถ้าคุณเชื่อในอิทธิพลของการสื่อสารสองทาง บรรทัดต่อไปนี้ ชนะชัยพร้อมแล้ว ลองมาดูกันว่า พ่อลูกคู่นี้ 'เปลี๊ยนไป๋' หรือไม่?
จากคุณ :
The Lover is loving
- [
24 ม.ค. 48 15:18:58
]