ความคิดเห็นที่ 6
เรื่องทั้งหมดไม่เกี่ยวกับ open source
แต่เป็นเรื่องของพวกเด็ก มักง่าย เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ ไม่ยอมปรับตัว ร้องให้งอแงให้คนอื่นช่วยท่าเดียว ไม่อยากบอกว่าเป็นเด็ก เพราะ คนเดี๋ยวนี้แม้แต่ผุ้ใหญ่ (อายุ 27 ขึ้นไป) ส่วนใหญ่มีแต่คนไม่ได้เรื่อง ผมสัมภาษณ์มาไม่รู้กี่คน รับคนเข้ามาทำงานไม่รู้เท่าไร มีแต่พวกดีแต่ปาก เรียนมหาวิทยาลัยแต่ไม่รู้จัก oop ไม่รู้จัก thread หรือแม้แต่เรื่องง่าย ๆ ยังไม่รู้ ไม่ต้องพูดถึง Generic, Linq ของ Microsoft หรืออะไรก็ตามที่ออกมาใหม่ แล้วผมเองก็ไม่เคยเรียนในมหาวิทยาลัยด้วย ต้องมาร้องแรกแหกกระเชอมั๊ย ก็แค่ไปอ่านศึกษามาซะก็แค่นั้นเอง
จากการสังเกตุผมพบว่า ไม่เกี่ยวกับเรื่องที่เรียน เรื่องที่รู้หรือไม่รู้ หรือ เรื่องที่มหาลัยไม่ได้สอน เพราะ programmer เป็นเรื่องงานที่ต้องเรียนรู้ตลอดเวลา ต้องอ่าน help ต้องปรับตัว ต้องดูโลกว่าไปถึงใหน ทิศทางการพัฒนาเป็นอย่างไร และ ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น ผมเปลียนภาษามาตั้งหลายภาษา สุดท้ายเขียนได้เกือบทุกภาษา สุดท้ายปัญหาไม่ได้อยู่ที่ภาษา หรือ tools หรอกมันอยู่ที่ว่าคุณแก้ปัญหาอย่างไรแบบใหน แล้วก็ค่อยเลือกภาษาที่เหมาะสม ก็แค่นั้น
แต่ปัญหาของคนพวกนี้มันอยู่ที่ทัศนะคติอย่างที่ว่า คิดว่าจบมาแล้วต้องมีทุกอย่างเตรียมไว้รองรับมันทุกอย่าง ไม่อยากเรียนแล้ว อย่างนี้ไม่เอา อย่างนั้นไม่เอา ดีแต่ปาก แต่พอให้ทำจริง แล้วทำไม่ได้ ผมเห็นมาจนเบื่อ
ดูง่าย ๆ จากคำถามในเว็บ เกี่ยวกับ programming ของไทยส่วนใหญ่ เป็นคำถามที่สะท้อนคุณภาพได้อย่างดี ไม่เกี่ยวกับคำถามง่ายหรือยาก แต่เป็นคำถามที่แค่อ่าน help ก็รู้แล้ว
programmer หลายคนไม่ยอมอ่าน help เพราะเป็นภาษาอังกฤษ จ้องจะหาคู่มือ หาเว็บภาษาไทยท่าเดียว แล้วก็มีโวยวายว่ารัฐ ไม่ยอมสนับสนุน ก็เพราะคิดอย่างนี้มันถึงไม่ไปใหน แล้วไม่ต้องอ้างเรื่องโอกาสการศึกษา programmer จบมาแล้วตามโลกไม่ทันอยู่แล้วคุณต้องศึกษาด้วยตัวเอง ไม่ใช่มานั่งงอมืองอเท้า ตอนเข้ามหาลัยผมอ่านหนังสือภาษาอังกฤษ (text book) แทบไม่ออก ต้องแปลทุกคำ หน้าหนึ่งต้องแปลเป็นชั่วโมง ถึงแม้ผมจะเก่งเลข เก่งฟิสิกส์ ทำข้อสอบได้สบาย แต่ภาษาอังกฤษไม่ได้เรื่อง เข้ามหาลัยแล้วพบว่ามีแต่ text book ก็ต้องมานั่งหัดอ่าน เปิดดิกทุกคำ ก็ต้องทำ ไม่ต้องไปโวยวายกับใคร ไม่ต้องโวยวายให้รัฐสนับสนุน ความรู้มันมีอยู่แล้ว แค่เราต้องขวนขวาย สุดท้ายก็อ่านได้ เอาเป็นว่าหนังสือคอมอ่านได้สบายไม่มีปัญหา แต่ถ้าเป็น text book เรื่องอื่นเช่น การเมือง ปรัชญา ก็ต้องทำแบบเดิมอีกคือ เปิดดิกทุกคำ ถ้าต้องทำก็ต้องทำแค่นั้นเอง
ผมไม่เห็นว่าใครเอาเปรียบใคร พวกคุณไม่อยากทำ open source ก็ไม่ต้องทำแค่นั้น คนที่ทำเค๊าก็ทำต่อไป เค๊าไม่ได้ไปตีหัวคุณสักหน่อย มันเป็นธุรกิจ แล้ว open source ก็ดีกับผุ้ใช้ในระยะยาว ราคาถูกลงคุณภาพดีขึ้น ไม่ยึดติดกับบริษัทเดียว
ผมเองก็ทำงานบริษัท เขียน application ขาย มีรุ่นพี่เป็นเจ้าของบริษัท รู้ความลำบากของตลาดเมืองไทย แต่ไม่เคยโทษคนอื่น ไม่เคยยอมแพ้ โปรแกรมฟรีออกมาเยอะแยะ แต่มีคุณภาพแค่ใหน เราก็เอาประสิทธิภาพและคุณภาพเข้าสู้ มันยังมีช่องทาง มันยังอยู่ในธุรกิจได้ เหนื่อย แต่ก็สนุก โลกก็เป็นแบบนี้
ถ้าวันนึงมีแต่โปรแกรมฟรีและมีคุณภาพออกมา ทำให้งานที่ผมเขียนขายไม่ได้ผมก็แค่ไปทำอาชีพอื่น แค่นั้นเอง ไม่ได้งอแงว่ารัฐต้องสนับสนุนให้ผมเขียนโปรแกรมได้ตลอดชีวิต
โลกธุรกิจต้องปรับตัว หรือคุณคิดว่ารัฐต้องประเคนทุกอย่างซึ่งต้องใช้เงินภาษีและทรัพยากรของชาติ เพื่อจะให้คุณเขียนโปรแกรมสบาย ๆ ตามใจคุณโดยไม่ดูว่าโลกเป็นอย่างไรหรือไม่ต้องแข่งขันกับใครงั้นเหรอ
เห็นแก่ตัวไปหน่อยนะครับ
เห็นด้วยกับความเห็นที่ 16 เข้าใจ
จากคุณ :
ิb2
- [
14 เม.ย. 51 11:53:04
A:58.8.90.66 X:
]
Confirmed by : phukboong69 , นายไปล่
|
|
|