ความคิดเห็นที่ 5
พระพุทธองค์ทรงนิพพานอย่างไร
เมื่ออายุ 80 ปี พระองค์ประชวรตามอายุขัยและได้กำหนดปลงสังขารไว้ล่วงหน้าพระพุทธองค์ได้เคยให้โอกาสพระอานนท์ที่จะทูลขอให้มีพระชนม์ชีพต่อไปได้หลายครั้ง โดยตรัสว่าผู้ที่บำเพ็ญเพียรจนถึงอิทธิบาท 4แล้ว หากต้องการมีชีวิตอยู่ถึงกัปป์หนึ่ง (100 ปี) หรือเกินกว่าย่อมทำได้ แต่พระอานนท์ไม่ได้เฉลียวใจจึงไม่ได้ทูลขอให้พระองค์ดำรงพระชนม์ชีพอยู่ต่อไป พระองค์เห็นว่าพระศาสนาของพระองค์ตั้งมั่นดีแล้วจึงได้กำหนดปลงสังขารในเวลา 3 เดือน พระพุทธองค์พร้อมด้วยพระอานนท์และสาวกส่วนหนึ่งเดินทางผ่านเมืองราชคฤห์ เมืองเวสาลี จนถึงเมืองปาวา ในเช้าวันนั้นได้เสวยอาหารที่นายจุนทะได้ถวายที่เรียกว่า สูกรมัททวะ ซึ่งเป็นเห็ดชนิดหนึ่งที่ทรงรู้ว่ามีพิษ แต่ไม่ให้สงฆ์อื่นฉัน ให้นำไปฝังเสียทั้งสิ้น หลังจากนั้นมีอาการประชวรถ่ายเป็นเลือด ได้เสด็จต่อไปจนถึงป่าสาละของเมืองกุสินารา ซึ่งเป็นเมืองเล็กที่กำหนดเป็นที่จะเสด็จปรินิพพานเพื่อมิให้มีผลกระทบแก่คนทั้งหลายในเมืองใหญ่ ได้หยุดประทับใต้ต้นสาละคู่หนึ่ง ประทับนอนหันพระเกศไปทางทิศเหนือและเตรียมจะปรินิพพาน แม้ในวาระสุดท้ายนี้ก็ยังได้แก้ปัญหาธรรมะแก่สุภัททะที่มาขอเข้าพบและขอบวช จึงเป็นพระสงฆ์องค์สุดท้ายที่ได้บวชในเวลาที่พระองค์ยังทรงมีชีวิตอยู่ ก่อนปรินิพพานพระพุทธองค์ได้ตรัสเทศนาว่า ธรรมก็ดี วินัยก็ดีอันใด อันเราได้แสดงแล้ว ได้บัญญัติไว้แก่เธอทั้งหลาย ธรรมและวินัยนั้นจักเป็นศาสดาแห่งเธอทั้งหลายโดยกาลที่ล่วงไปแล้วแห่งเรา วาระนั้นเป็นวันเพ็ญเดือนหก (ตรงกับวันอังคาร ปีมะเส็ง นับเป็น พ.ศ.1) พระพุทธองค์ได้ประทับนอนไสยาสน์ แขนขวาหนุนเศียร และได้กล่าวโอวาทแก่บรรดาสาวกเป็นครั้งสุดท้ายคืออปมาทธรรม คือให้เร่งความเพียรเพื่อช่วยผู้อื่นให้พ้นทุกข์ ให้ยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมด้วยกุศลธรรมทั้งปวงโดยพระพุทธองค์ตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย เราขอเตือนเธอเป็นครั้งสุดท้ายว่าสังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา เธอทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด แล้วก็หลับพระเนตรเข้าสู่อัปปนาสมาธิแล้วเลื่อนระดับจิตไปตามวาระต่างๆจนสู่ปรินิพพาน รวมพระชนมายุได้ 80 ปี หลังจากได้เสด็จโปรดสัตว์โลกทั้งหลายอยู่เป็นเวลา 45 ปี ตามกฎแห่งอนิจจังของพระองค์ โลกจึงได้สูญเสียมหาบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดไม่มีผู้ใดเสมอเหมือนด้วยเวลาเพียงนี้ คงเหลือแต่ธรรมะของพระองค์ที่เป็นตัวแทนของพระองค์ ซึ่งพระธรรมคำสอนทั้งหมดรวบรวมได้ถึง 84,000 พระธรรมขันธ์ ซึ่งนับเป็นศาสนาที่มีรายละเอียดยิ่งกว่าศาสนาใดๆและให้ไว้โดยองค์บรมศาสดาเอง ไม่ใช่ผู้อื่นมาแต่งเติมขึ้นภายหลัง พระองค์ไม่ปิดบังคำสอนใดๆนอกจากที่เห็นว่าไม่ควรสอนและสอนทุกคนเสมอเหมือนกัน พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ว่า ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา พระพุทธองค์จึงยังคงอยู่ในจิตของบรรดาพุทธบริษัททั้งหลายที่จะยึดมั่นดำเนินตามหลักธรรมดังนั้นคำสอนของพระองค์สืบต่อไป เพราะพระพุทธองค์ทรงเห็นว่าการยึดถือด้วยความเชื่ออย่างเดียวไม่ใช่สิ่งที่ควรปฏิบัติ ดังที่ได้เทศนากับบรรดาภิกษุสงฆ์ว่า ดูกร ภิกษุทั้งหลาย จงยอมรับนับถือและเชื่อฟังคำสั่งสอนของตถาคตต่อเมื่อได้ตรวจสอบดูอย่างแน่ชัดแล้ว จงอย่ารับเอาเพียงแต่อาศัยความเคารพนับถือที่มีต่อตถาคตเท่านั้นเป็นอันขาด
ถึงแม้เวลาจะล่วงมา 2,543 ปีแล้ว แม้นว่าธรรมและการปฏิบัติบางข้ออาจบิดเบือนไปจากสาวกหรือผู้ศรัทธาเลื่อมใสบางส่วนแต่สัจธรรมที่เที่ยงแท้ยังคงอยู่ และสืบต่อโดยพระอริยสงฆ์ที่ยังไม่เคยหมดไปจากโลก แม้ว่าพระพุทธองค์จะล่วงลับไปเนิ่นนานแล้วก็ตาม
มีผู้พยายามตอบคำถามว่าพระพุทธเจ้าปรินิพพานด้วยโรคอะไร และสูกรมัททะวะที่นายจุนทะใส่บาตรให้ฉันนั้นคืออะไร ซึ่งคำตอบที่มีผู้พยายามอธิบายว่าพระพุทธเจ้าประชวรโรคอะไรคงจะเป็นเรื่องไม่มีประโยชน์ไร้สาระเพราะข้อมูลที่มีไม่เพียงพอจะระบุแน่ชัดได้ จึงเป็นการเดา ต้องไม่ลืมว่าพระพุทธองค์ได้ตรากตรำพระวรกายถึง 45 ปี เดินทั่วชมภูทวีปจนมีอายุ 80 ปี สังขารย่อมเสื่อมไปเป็นธรรมดาและได้กำหนดปลงสังขารล่วงหน้าไว้ 3 เดือนแล้ว ดังนั้นถึงแม้สูกรมัททะวะไม่ว่าจะเป็นหมูหรือเป็นเห็ดที่หมูชอบก็ตาม พระพุทธองค์รู้ว่ามีพิษที่จะเป็นอันตรายร้ายแรงแก่ผู้อื่นจึงให้ฝังเสียทั้งหมด แต่พระองค์ฉันตามที่ได้รับบาตรไว้ตามเจตนาของนายจุนทะที่ถือเป็นอาหารชนิดพิเศษโดยไม่รู้ว่าเป็นพิษ และเป็นเพียงเหตุเสริมที่ทำให้พระพุทธองค์ปรินิพพานในวันที่กำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว พระพุทธองค์ยังเป็นห่วงว่าเมื่อพระองค์ปรินิพพานไปแล้ว นายจุนทะจะได้รับผลร้ายจากผู้อื่นว่าทำให้พระพุทธเจ้าปรินิพพานจึงได้บอกแก่พระอานนท์ว่าการบิณฑบาตรที่มีอานิสงส์ยิ่งใหญ่กว่าบิณฑบาตรอื่นๆ มี 2 ครั้งคืออาหารที่นางสุชาดาถวายที่บริโภคแล้วตรัสรู้ครั้งหนึ่ง และอีกครั้งคืออาหารที่พระพุทธองค์บริโภคแล้วปรินิพพานที่นายจุนทะถวาย เพราะทั้งสองกาลเป็นกรรมที่ผู้ถวายทั้งสองได้สั่งสมมานับเป็นบุญกุศลอันยิ่งใหญ่
http://www.salatham.com/gists/lord_buddha.html
จากคุณ :
false
- [
4 ม.ค. 50 18:50:39
]
|
|
|