Pantip-Cafe | Pantip-TechExchange | PantipMarket.com | Chat | PanTown.com | BlogGang.com


    การสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่วันที่ 11 สิงหา.... [อยากให้ชาวหว้ากอได้อ่าน]

    ขอผีไฟแดงอย่าลบเลยนะคะ
    เจอที่ ชานเรือนค่ะ อยากให้ได้อ่านกัน
    แล้วบังเอิญเหลือเกินที่เป็นเพื่อนเราด้วย
    ไม่รู้จะเลือกหมวดอ่ะไร แต่อยากให้อ่าน  - -
    -----------------------------------------------------------
    http://www.pantip.com/cafe/family/topic/N7335512/N7335512.html

    ตอนแรกผมไม่แน่ใจว่าตั้งกระทู้ในห้องนี้ดีหรือไม่
    แต่สิ่งที่ผมตัดสินใจจะตั้งห้องนี้ ก็คือคำว่า "ครอบครัว"

    คุณเคยรู้สึกไหม ว่าบางทีอะไรๆก็ชั่งบังเอิญเกินไป
    แบบที่ผมเจอบ่อยๆเลยก็คือ กำลังจะวิ่งข้ามฟากไปขึ้นรถเมล์ แต่สายที่เรากำลังจะขึ้น มันดั๊นวิ่งผ่านไปพอดี
    แถมรอทีก็ตั้งหลาย10นาทีกว่าจะมาใหม่ แต่นั่นคือส่วนที่เล็กน้อยมากกับสิ่งที่ผมจะเล่าต่อไปนี้
    หลายคนอาจเคยเจอมาแล้ว กับการเสียสิ่งสำคัญก่อนถึงวันสำคัญของสิ่งนั้น
    อย่างการโดนยกเลิกจัดปาตี้วันเกิด ก่อนถึงวันเกิดตัวเอง , โดนขอเลิกกับแฟนก่อนถึงวัน valentine
    แต่...ถ้าสิ่งนั้น...คือ"แม่"ของคุณล่ะ

    ผมทำใจอยู่นานกว่าจะพิมพ์สิ่งที่ผมพิมพ์อยู่ตอนนี้ได้ แม้ทุกครั้งที่ผมกดคีบอร์ดน้ำตามันจะไหลออกมาทุกครั้ง
    แต่ผมก็อยากจะระบายในสิ่งที่ผมได้เจอมาเพื่อเป็นแง่คิดให้ใครๆอีกหลายคนในบอร์ดนี้

    เรื่องมีอยู่ว่า คุณแม่ผมเกิดหายใจไม่ค่อยออกในช่วงกลางดึก ของวันที่ 2 สิงหา
    ซึ่งตอนนั้นผมไปอาศัยอยู่กับป้า แต่บ้านเราก็ไม่ห่างจากบ้านที่แม่อยู่นัก
    แม่ผมอยู่กับพี่ชาย จึงได้ไปปลุกพี่ชายผมแล้วบอกว่า หายใจไม่ค่อยออก
    พี่ชายผมจึงพาส่งโรงพยาบาล(ขอไม่เอ่ยชื่อโรงบาลนะครับ) ซึ่งคืนนั้น
    หมอก็ได้พาแม่ผมไปอยู่รวมกับผู้ป่วยรวมของ รพ. นั้น แล้วช่วยให้ยาพ่นกับอ๊อกซิเจน
    แม่ผมรู้สึกดีขึ้น จึงขอกลับบ้าน แต่ยังมีอาการเหมือนเป็นไข้อยู่ แต่แกก็รั้นจะกลับบ้านให้ได้
    ก่อนหน้าที่เรื่องนี้จะเกิดขึ้น ต้นเดือน ก.ค. ผมได้คุยกับคุณแม่ว่าจะพาแกไปตรวจสุขภาพ
    แต่แกก็ชอบดื้อ บอกว่าจะทำงาน ไม่ว่างมั่ง แล้วก็ไม่ได้ไปสักที
    และนิสัยส่วนตัวของแกที่ผมไม่ชอบมากๆอีกอย่างก็คือ...การเป็นอะไรแล้วไม่ค่อยบอก
    แกมักพูดทีเล่นทีจริงว่า ถ้าแกเป็นอะไรไป ถ้ามันแพง ก็ไม่ต้องรักษาหรอก ... แกพูดไปยิ้มไปเหมือนเป็นเรื่องตลก
    หลังจากกลับบ้านมาวันที่ 3 สิงหา ในตอนเช้าผมก็ไปเยี่ยมแกที่บ้านไปพร้อมป้าผม
    ก็ดูเหมือนแกจะยังมีไข้อยู่ ก็บอกไปว่าให้นอนเฉยๆ ไม่ต้องทำงาน แต่แกก็ไม่ยอมฟัง (แม่ผมทำงานเป็นชั่งตัดเย็บ)
    แล้วก็รั้นที่จะทำต่อไป พอตกช่วงเย็นๆ เหมือนจะมีอาการกำเริบอีกครั้ง ผมจึงเรียกรถพยาบาลไปส่งโรงบาลเดิมที่แกเคยไปเมื่อวันก่อนอีกครั้ง
    เมื่อไปถึงหมอก็ทำเหมือนเดิมคือให้ยาพ่น+อ๊อกซิเจน แล้วแกก็อาการดีขึ้น ผม พี่ชาย และป้าก็ยังเข้าไปคุยกับแก และบอกว่าคืนนี้คงต้องนอนที่ รพ. เพราะกลัวอาการกำเริบอีก
    ก็เลยจะให้พี่ชายเฝ้าแก ส่วนผมจะมาแทนพรุ่งนี้เช้า เพื่อให้พี่ชายไปทำงาน แต่แกก็บอกแล้วว่าไม่ต้องเฝ้า แกอยู่ได้ แต่พี่กับผมก็ไม่ยอม เลยให้พี่ชายเฝ้าแก
    วันรุ่งขึ้นผมมาแต่เช้า ถึง รพ. 6โมงครึ่ง ก็มาแทนพี่ ซึ่งพี่บอกว่าอาการก็ดีขึ้น ไม่ต้องใส่อ๊อกซิเจนแล้ว ให้ยาพ่นตามปกติ แล้วผมก็ผลัดกับพี่ชาย ไปอยู่กับแม่
    ผมก็ยังไปคุยสนุกๆกับแกอยู่เลย ยังหัวเราะกันดีอยู่ แกดูแข็งแรงเหมือนคนปกติ ผมก็เลยโล่งใจ อาหารการกินก็กินได้ปกติ
    พอหมอเวรมา ผมจึงถามว่า อาการที่แกเป็นนี้เกิดจากอะไร หมอบอกผมว่า "คาดว่าคงจะเกิดจากปอด" ผมเลยถามต่อว่า แล้วส่วนอื่นๆอย่างหัวใจ จะเกี่ยวด้วยไหมครับ
    หมอตอบว่า "คิดว่าไม่น่าจะเกี่ยว" ซึ่งก่อนนั้นก็ไป x-ray ปอดมา ก็เห็นว่ามีอาการที่ปอดจริง
    ช่วงเย็นๆของวันที่ 4 ก่อนที่ผมจะผลัดกับพี่ชาย แกก็ยังดูสดใสอยู่ ไข้เริ่มหาย คุยด้วยเหมือนคนปกติดี ผมกอดและหอมแก 1 ทีก่อนผมกลับบ้าน
    เช้าวันที่ 5 ผมรีบไปอีก ถึง รพ. 7โมงเช้า ไปพร้อมกับป้า ซึ่งพอไปถึงพี่ชายเล่าให้ฟังว่า เมื่อวานแกจะเดินไปห้องน้ำ แล้วเกิดอาการหายใจไม่ออก
    ก็เลยต้องใส่อ๊อกซิเจน+ยาพ่นอีก คราวนี้หมอเลยติดป้ายว่า ห้ามลุกออกจากเตียง ผมก็เ้ข้าไปถามแกตอนเช้าว่าเป็นยังไงมั่ง แกก็ยังคุยกับผมปกติดี
    แม้จะมีอ๊อกซิเจนครอบอยู่ก็ตาม ผมปอกส้มให้แกทาน คุยกับแก หัวเราะไปด้วยกัน ยังคิดอยู่ว่ารู้สึกดีเหมือนกัน เพราะปกติไม่ค่อยได้คุยกันแบบนี้
    กว่าผมจะกลับจากทำงาน ก็ดึกแล้ว นานๆได้คุยกับแกแบบนี้ รู้สึกมีความสุขมาก แต่แล้ว...
    เมื่อตอนเที่ยงของวันที่ 5 สิงหา ผมไม่คิดมาก่อนเลยว่า ผมจะได้ยินเสียงคุณแม่เป็นครั้งสุดท้าย
    เมื่ออาการกำเริบหนัก แกบอกหายใจไม่ออกแล้ว ทั้งๆที่ให้ยาพ่น + อ๊อกซิเจนอยู่
    ผมจึงไปบอกหมอ หมอจึงทำการเข้าห้องฉุกเฉิน โดยใส่ท่อช่วยหายใจ ถ้าใครไม่เคยใส่มาก่อนจะไม่รู้เลย ว่ามันทรมานขนาดไหน
    ผมเห็นสภาพแกตอนนั้น ผมรับไม่ได้ ยืนดูแกแล้วก็น้ำตาไหลไป แต่ป้าผมบอกว่าต้องเข้มแข็ง เพราะไม่งั้นแม่เค้าจะคิดว่า ตัวเค้าเองเป็นหนัก จะทำให้จิตใจของคนป่วยแย่ลงไปอีก
    ผมจึงหยุดร้อง แล้วเฝ้ารอดูอาการต่อไป คุณหมอได้ส่งแม่เข้าห้องผู้ป่วยประจำ โดยขนาดนั้นแม่ก็มีอาการดิ้นตลอดเวลาจากการใส่ท่อช่วยหายใจ
    วันนั้นผมรู้สึกว่ามันยาวนานมาก พี่ชายผมมาถึงตอนบ่ายๆของวันนั้น พอเห็นอาากรดิ้นทุรนทุรายของแม่ แกก็ทนไม่ไหว ปล่อยโฮออกมา
    ผมก็เฝ้ารอ... ไม่รู้ว่ารออะไร จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวแล้ว เพราะไม่เคยเห็นแกเป็นแบบนี้มาก่อน
    เมื่อตกเย็น เห็นอาการไม่ดีขึ้น จึงสั่งย้ายเข้าห้องพิเศษ ที่มีเครื่องมือพร้อมทุกอย่าง หลังจากผ่านไป 3 ชม. หมอเดินออกมาพร้อมพูดกับผมว่า
    "ต้องทำบอลลูนที่หัวใจโดยด่วน เนื่องจากเส้นเลือดตีบที่หัวใจ" แวปแรกที่เข้ามาให้หัวผมเลยก็คือ ไหนบอกว่าเป็นแค่ปอด ถ้าไม่รู้แน่ชัด ทำไมไม่ตรวจให้ละเอียดก่อน
    มานั่งพูดว่า "คิดว่า.." "คาดว่า.." นี่ชีวิตคนนะ แต่ผมก็ไม่ได้พูดไป เพราะตอนนั้น พยายามไม่คิดอกุศล และอุทิศบุญดีที่ทำมาให้แม่อยู่
    เค้าให้ผมกับพี่ชายเซ็นยินยอมการทำบอลลูน จากนั้นประมาณ5 ทุ่ม ก็เริ่มทำเลย ตอนนั้นญาติผมก็มากันทั้งบ้าน นั่งเฝ้ารอว่า เมื่อไรคุณหมอจะออกมา บอกว่าผ่านไปด้วยดี
    แล้วหลังจากนั้น เกือบๆตี1 คุณหมอก็ออกมา บอกว่าการทำบอลลูนเรียบร้อยดี แต่ทำได้แค่ เส้น เดียว จากที่ตัน 4 เส้น เพราะที่เหลือสอดบอลลูนไม่ได้ ต้องทำบายพ๊าด
    แต่คุณแม่ยังไม่แข็งแรง จึงจะต้องรอให้หายจากตรงนี้แล้วพักฟื้นสักระยะ ถึงจะกลับมาทำใหม่ ผมก็โล่งใจไปเปราะนึง เหมือนตายแล้วเกิดใหม่
    มีกำลังใจจะทำอะไรๆอีกครั้ง วันนั้นกลับถึงบ้านก็แทบไม่ได้นอน มั่วแต่นั่งคิดถึงพรุ่งนี้เช้า  
    พอเช้าขึ้น ผมรีบไปถึง รพ. เป็นคนแรก เข้าไปดูอาการของแม่ที่หลับอยู่ แต่เป็นห้องพิเศษ ซึ่งต้องเยี่ยมเข้า ออกเป็นเวลา เนื่องจากป้องกันการติดเชื้อ
    เมื่อถึงเวลาผมกับพี่ชาย ได้เข้าไปดูแก ซึ่งแกก็ยังลืมตาขึ้นมาได้บ้าง แต่ขยับแทบจะไม่ค่อยได้ ประสาทรับฟังยังพอจะจับใจความที่ผมกับพี่พูดให้แกฟังได้
    ผมก็บอกว่าแกไม่เป็นอะไรแล้วน้า..อีก 3-4 วันก็กลับบ้านได้แล้ว ก็พยักหน้าตอบแต่ไม่มีแรงจะยิ้ม ตาแกแห้งมาก ผมเห็นแล้วก็เริ่มเกิดอาการจะปล่อยโฮอีก จึงรีบเดินออกมาจากห้อง นับตั้งแต่วันนั้น ผมไม่ได้เห็นรอยยิ้มที่อ่อนโยนของแม่อีกเลย ทุกวันๆที่ผมเข้าไป พูดได้แต่เพียงว่า แม่จะหายแล้ว ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวก็ได้กลับบ้าน
    แต่แกคงจะรู้ตัวแกดีมากกว่าใคร หลังจากนั้น วัน2วัน ผมก้ได้ข่าวไม่สู้ดีนัก คือหมอบอกว่า คุณแม่ติดเชื้อในกระแสเลือด ตอนนี้กำลังเพาะเชื้อว่าเป็นตัวไหน แล้วจะรีบเอายาปฏิชีวนะ รักษาโดยด่วน ช่วงที่ทำได้ตอนนี้คือ ให้คุณแม่ต่อสู้กับเชื้อโรคก่อน และให้ยาทุกอย่าง ที่เกี่ยวกับโรคของแกป้องกันไว้แล้ว
    หมอบอกว่า "ถ้าผ่านวันจันทร์ไปได้ ก็น่าจะพ้นระยะอันตราย" วันนั้นเป็นวันศุกร์ 3 วันที่ผมได้ไป รพ. ทุกวัน ชั่งเป็น 3 วันที่ยาวนานที่สุดในชีวิต
    อาการแกค่อนข้างทรงตัว ไม่ดีขึ้น และไม่แย่ลงไปมากนัก พอเช้าของวันอาทิตย์ที่ 10 สิงหา คุณหมอบอกว่า ไตเริ่มไม่ทำงาน ความดันก็ไม่คงที่
    แต่สภาพหัวใจ อวัยวะส่วนอื่นโดยรวมยังคงที่ ผมก็ได้แต่คิดว่า แม่ต้องหายๆ กลับไปคืนนั้นผมนอนไม่หลับ รอให้ถึงวันจันทร์เร็วๆ วันที่หมอบอกว่า ถ้าผ่านวันนี้ไปได้ ก็พ้นขีดอันตราย
    พอเช้าขึ้น"วันที่ 11 สิงหา" ผมก็ไปยืนเกาะกระจกหน้าห้องพิเศษ ดูความดัน การเต้น ของหัวใจโดยรวม ไข้ในร่างกาย ซึ่งก็ไม่สู้ดีนัก แต่ในใจยังเข้มแข็งว่าท่านต้องไม่เป็นอะไร เผอิญวันนั้นเ็ป็นวันที่ผมมากับพี่ชาย2คนพอดี ญาติคนอื่นๆไปทำธุระของเค้า ซึ่งที่ผ่านมา 7 วัน พวกญาติผมจะผลัดกันมาตลอด
    ผมเข้าไปเยี่ยมท่านตอนเที่ยง ตอนที่เปิดให้เยี่ยม ไม่คิดว่าจะเป็นครั้งสุดท้ายที่เห็นแกตอนยังหายใจอยู่ แกเริ่มไม่มีอาการตอบสนอง ผมก็เข้าไปพูดสิ่งดีๆให้แกฟัง
    ทั้งหลานของพี่ชาย ที่รอแกอยู่ ญาติๆทุกคนที่คอยให้กำลังใจ ผมพูดอะไรไม่ได้มาก เนื่องจากตัวเองก็สภาพไม่ต่างจากคนใกล้ตายเช่นกัน แต่พี่ชายผมเข้มแข็งมาก
    ช่วยพูดกระตุ้นผมให้มีกำลังใจ อุทิศกรรมดีให้แม่ตลอดเวลา...

    แต่แล้ว...เมื่อเวลา บ่าย 2 กว่าๆ หมอได้ออกมาบอกว่าหัวใจคุณแม่หยุดเต้น กำลังช่วยปั๊มหัวใจอยู่
    ผมช็อคไปช่วงนึง และพยายามตั้งสติกลับมาใหม่ ไปหน้าห้องฉุกเฉินพิเศษ พร้อมกับจับมือพี่ชายไว้แน่น
    และพึ่งสิ่งศักสิทธิ์ต่างๆที่ผมนับถือ แต่หัวผมในขนาดนั้นคิดอะไรไม่ออก นอกจาก... แม่อย่าจากไปเลยๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ วนเวียนอยู่ในหัว
    และเมื่อเวลา บ่าย 3.42 นาที คุณหมอบอกว่า ปั๊มหัวใจผ่านมา เกือบ 1 ชม. แล้ว หมอคิดว่าปล่อยให้ท่านไปดีกว่าไหม
    เค้าให้ผมกับพี่ชายตัดสินใจ ผมนิ่งอยู่พักนึง พร้อมกับพยักหน้า ทั้งๆที่ไม่อยากจะทำ จากนั้นผมก็ปล่อยโฮ ออกมาพร้อมกับกอดพี่ชาย ในรอบ 20ปีได้
    ตอนนั้นใจคิดอะไรไม่ออก หมอบอกว่ารอจัดห้องสกัพัก เดี๋ยวจะให้เข้าไปอยู่กับคุณแม่ ผมรอสักพัก ก่อนจะเข้าไปในห้องพร้อมพี่ชาย เห็นแม่นอนนิ่ง
    อยู่บนหมอมใบเก่งของแก ในสภาพที่สงบนิ่ง ผมได้แต่ปล่อยโฮ ยาวๆ..ออกมาพร้อมกับพูดว่า โถ..แม่จ๋าๆ แล้วก็ได้แต่รูปไปตามตัวแก จูบเท้าท่าน
    แล้วก็นั่งคิดถึงสิ่งต่างๆที่ผมยังไม่ได้ทำให้ท่าน... มันสายไปเสียแล้ว ผมบอกกับตัวเอง

    แต่เรื่องเศร้ายังไม่จบแค่นั้น ผมคิดขึ้นได้ว่า วันนี้วันที่ 11 สิงหา....
    พรุ้งนี้ "วันแม่" ทำไม...ทำไมมันชั่งบังเอิญขนาดนี้ มันเป็นความบังเอิญที่โหดร้ายที่สุดในชีวิต ที่ใช้ชีวิตอยู่มา 23 ปี
    และคิดว่าคงเป็นสิ่งที่โหดร้ายที่สุดในชีวิตจนวันตาย
    ยิ่งไปกว่านั้น ผมเตรียมตัวรับปริญญาเดือน ตุลา ที่ผ่านมา
    ปกติพวกคุณวันรับปริญญาอยากทำให้ใครมากที่สุดครับ... ถ้าไม่ได้ทำให้พ่อให้แม่
    แต่... ผมไม่มีแล้ว ทั้งพ่อและแม่ พ่อผมเสียไปตอน 3 ขวบ
    ส่วนแม่พึ่งเสียไปก่อนวันแม่เพียง 1 วัน และก่อนสิ่งที่ผมอยากจะทำให้แม่คือเรื่องรับปริญญาเพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น
    ที่จริงวันรับปริญญา ไม่ต้องมีใครไปเลยก็ได้ ขอแม่คนเดียวก็พอ แต่... มันไม่มีอีกแล้ว...

    สิ่งที่ผมได้รับจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้คือ อย่ารอ... อย่ารอที่จะทำอะไรๆให้คนที่คุณรัก อย่าคิดว่าขอทำงานหนักๆก่อน มีเงินเดือนเยอะๆก่อน ค่อยหันมาสนใจคนใกล้ตัวคุณ
    อย่าอาย... ที่จะกอด หอมแก้ม บอกรัก ที่คุณรัก ทำมันทุกวัน ดูแลคนที่คุณรักให้ดีๆ
    เพราะมนุษย์จะเห็นค่าของสิ่งนั้นมากที่สุด... เมื่อสิ่งนั้นได้จากไปแล้ว...ตลอดกาล...

    ขอรับรองว่าสิ่งที่เล่ามานี้เป็นเรื่องจริง และอยากให้ทุกคนเก็บเป็นแง่คิดในการใช้ชีวิตของตัวเอง
    อย่าลืม.. หันมาใส่ใจคนที่คุณรักบ้าง อย่าให้คนๆนั้นจากคุณไปก่อนที่คุณจะได้ทำสิ่งดีๆให้ แล้วคุณจะไม่เสียใจเลย

    ผมอยากให้คนได้อ่านกันเยอะๆ ถ้าไม่ลำบากนัก ขอร้องช่วย fw เมลนี้ให้ทุกคนได้อ่านด้วยครับ
    เพราะประสบการณ์ที่ผมเจอมา มันมากเกินกว่าจะหาได้ในชีวิตของทุกคน... ก่อนที่คุณจะเสียคนที่คุณรักไป

    tle_nb...

    แก้ไขเมื่อ 18 ธ.ค. 51 17:11:49

    จากคุณ : gunslot  - [ 18 ธ.ค. 51 16:33:32 ]  

    ------------------------------------------------------------

    แก้ไขเมื่อ 19 ธ.ค. 51 16:17:34

    จากคุณ : luk-narm - [ 19 ธ.ค. 51 16:14:54 ]

 
 


ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏในกระทู้ที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการตั้งกระทู้และถูกส่งขึ้นกระดานข่าวโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่ง PANTIP.COM มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานทราบ เพื่อดำเนินการต่อไป



Pantip-Cafe | Pantip-TechExchange | PantipMarket.com | Chat | PanTown.com | BlogGang.com