ได้อ่านจากหัวข้อกระทู้ไล่มาจนถึง คห.ที่ 10 กว่าๆ ที่ จขกท. อ้างถึงพุทธศาสนา ดังนั้นผมจะขอตอบสั้นๆ ก่อนครับเพราะเวลาไม่มีจริงๆ
สิ่งที่คุณสาธยายมาในหัวกระทู้ ไม่ทราบว่าพาดพิงถึงศาสนาไหน หรือเอาแนวความเชื่อไหนมา mix กัน เพราะสิ่งที่กล่าวถึงนั้น ไม่ใช่พุทธศาสนาและค้านกับแนวความจริงของพุทธศาสนาด้วย
เพราะพุทธศาสนาไม่ใช่แนวคิด หรือลัทธิอะไร แต่เป็นศาสตร์เพื่อแสดงสัจธรรมของชีวิต ดังนั้นสาระจะเป็นการตัดเรื่องของอคติต่างๆ รวมถึง ความ "อยาก" ที่จะให้โลก เป็นรือไม่เป็น ไปตามที่ตัวเองต้องการครับ
อันนี้ขอตอบประเด็นในหัวกระทู้คร่าวๆ
>>>มองว่า การกลับชาติมาเกิด เป็นความเชื่อของมนุษย์ที่หลงตัวเอง
การกลับชาติมาเกิด ไม่จำเป็นต้องเป็นหลักการของพุทธศาสนาครับ เพราะพุทธศาสนาจะ เกิดใหม่ หรือไม่เกิดก็ได้ ทั้งหมดนั้นอยู่ที่เหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ถ้ามีเหตุให้เกิด สิ่งนั้นย่อมเกิด ถ้าปราศจากเหตุสิ่งนั้นย่อมไม่เกิด
>>>เพราะมนุษย์คิดว่า ตนเองเป็นอมตะนิรันดร์กาล
อันนี้คงเป็นศาสนาอื่นนะครับ เพราะอย่าว่าแต่มนุษย์เลยครับ ทั้งรูปธรรม นามธรรมก็ไม่ใช่ตัวตน แล้วจะหาอะไรเป็นอมตะได้
>>>มีวิญญาณ และวิญญาณนั้นเป็นสิ่งอมตะ -*-
อันนี้ก็ไม่ใช่พุทธ เพราะทางพุทธ วิญญาณคือ จิต และธรรมชาติของจิตคือการรู้อารมณ์ ที่กระทบเข้ามาทาง ตา หู จมูกลิ้น กาย และใจ ตอนเกิดผัสสะ โลกของการเกิดวิญญาณจึงมีจริงเฉพาะ "ขณะ" ที่ถูกกระทบ แล้วรับรู้เท่านั้น
ในเมื่อจิตเกิดดับได้ แล้วจะมีความเป็นอมตะที่ตรงไหน ?
ในเมื่อตั้งสมมุติฐานเริ่มต้นว่า วิญญาณเป็นสิ่งอมตะ ก็เลยชัดเจนว่าประเด็นที่เหลือย่อมขาดเหตุผลรองรับ เพราะกำหนดข้อเท็จจริงเบื้องต้นค้านกับธรรมชาติของกาย และจิต และสรรพสิ่งตั้งแต่แรกน่ะครับ
>>>คือวิญญาณนั้นสามารถวนเวียนกลับมาเกิด มีชีวิตใหม่ได้ไม่รู้จบด้วย
ในเมื่อความเข้าใจข้อก่อนหน้าพลาดไป ตรงนี้จึงพลาดไปด้วย
>>>กฏเกณฑ์หนึ่งๆอาจแตกต่างกันเล็กน้อยตามศาสนา
แต่ไม่ใช่พุทธครับ
>>>ความจริงเป็นเรื่องที่พิสูจน์ไม่ได้ หรือพิสูจน์ได้ในเชิงศาสนา การเข้าถึงความจริงส่วนบุคคล อันเป็นการพิสูจน์เชิงบุคล (Subjective)
พิสูจน์ได้ แต่ต้องคิดจะพิสูจน์จริงและทำให้ถูกวิธี ศึกษาให้ดีตั้งแต่การศึกษาทางการเรียนเนื้อหาและกระบวนการทางจิตให้หมดเปลือกเสียก่อน ซึ่งถ้าศึกษาแล้ว จริงๆ ก็จะอธิบายได้ตั้งแต่ระบบการคิดหรือการใช้ตรรกะทั่วไปแล้ว แต่ถ้าได้ปฏิบัติอย่างถูกต้อง ด้วยการดำเนินรอยตามเหตุปัจจัยที่ถูกต้อง ก็คงจะเกิดปัญญาในลักษณะที่เป็นการประจักษ์ได้นอกเหนือจากการคิด ตรงนี้พูดคุยก็จะยาวมากๆ
แนะอย่างหนึ่งนะครับ การพิสูจน์เรื่องชาติภพ อย่าไปปฏิบัติสมถะ เพื่อเห็นนรก สวรรค์ เทวดา หรือผีสางอะไรพวกนี้เพื่อยืนยันนะครับ อันนี้ถึงจะเห็น..แต่ถ้าไม่มีความเข้าใจหรือได้สมาธิขั้นลึกพอ (ฌาน 8) ก็แยกแยะไม่ได้อยู่ดีว่าเป็นนิมิตที่จิตสร้างขึ้นเองหรือเป็นของจริงแท้ แต่ให้ จขกท. ไปปฏิบัติ "วิปัสสนา" ระลึกรู้รายละเอียดของจิต (กระบวนการ รวมถึงคุณสมบัติทั้งหมดของจิต) ได้อย่างหมดเปลือกดีกว่าครับ ผลพวงของการเห็นเรื่องราวตรงนี้จะเป็นเรื่องสามัญมากๆ และไม่ได้ฝึกเพื่อเป็นผู้วิเศษ แต่ความเข้าใจโลกอย่างชัดเจนนี่แหละที่จะทำให้เห็นสิ่งต่างๆ ด้วยปัญญาเจตสิกของเรา (ซึ่งจะสอดคล้องกับปริยัติที่พระพุทธเจ้าได้แสดงไว้แล้วอย่างเป๊ะๆ)
>>>ไม่มีอะไรยืนยันว่าเป็นจริงหรือคนๆนั้นแค่คิดไปเอง
มีครับ เพราะลักษณะของการคิดสร้างภาพไปเอง กับการรู้เข้าใจสภาพของจิตด้วยสติสัมปชัญญะ มันต่างกันราวฟ้ากับเหว
>>>ความคิดที่ว่าเมื่อเราตายไปแล้วจะไม่มีอะไรอีก กลายเป็นก้อนดินไม่มีชีวิต ความทรงจำทั้งหมดที่สะสมมาก็แค่จบกัน ง่ายๆแค่นี้เอง ทำให้มนุษย์ดูไร้ค่าหรือเปล่า จึงต้องคิดว่าตัวเองกลับมาเกิดใหม่ได้
การรู้สึกว่ากลัวตัวเองไร้ค่า จึงต้องสร้างภาวะหลังความตายมารองรับ ด้วย "ตัณหา" หรือการกลัวการขาดสูญ ในทางธรรมเรียกว่า "สัสตทิฏฐิ" ในโลกนี้มีคนประเภทนี้อยู่เยอะ เลยต้องสร้างภพภูมิถาวรขึ้นมารองรับภาวะหลังความตายว่าจะได้ไปเสวยสุขนิรันดร์อะไรต่างๆ ซึ่งความจริงมันไม่ได้เป็นไปอย่างที่เขาเข้าใจ... ในทางตรงข้าม กลับมีบุคคลอีกจำพวกที่มองไม่เห็นเหตุปัจจัยของกายและจิต หรือกระบวนการของชีวิตที่ส่งทอดปัจจัยต่างๆ ให้สืบต่อไปดั่งกระแสได้ ก็เลยเหมาว่า เมื่อตายลงเชื้อมูลทั้งหลายจะขาดสูญไปทันที (ทั้งที่อาจจะมีเหตุปัจจัยบางอย่างเหลืออยู่) การปฏิเสธแบบสุดโต่งตรงนี้ เบื้องหลังก็ด้วยการมองไม่เห็นส่วนหนึ่ง และอีกส่วนก็คือการอยากที่จะ "ขาดสูญ" ให้อะไรต่างๆ จบไปหลังตาย หรือเหลือแต่ซากศพที่เป็นก้อนดินเท่านั้น ซึ่งศัพท์ทางธรรมจะเรยกว่า "อุทเฉจทิฏฐิ"
ก็เป็นเรื่องของคนสองขั้วที่อยากจะให้โลกหรือชีวิตหลังความตายเป็นไปตามแนวคิดของตนน่ะนะครับ
เพราะจริงๆ แล้ว พุทธศาสนาไม่แคร์เรื่องการสร้างคุณค่าจอมปลอมให้แก่มนุษย์ครับ หลักพุทธมองมนุษย์เป็นธาตุต่างๆ ที่ถูกนำมาประชุมกัน ทั้งวัตถุธาตุและมโนธาตุ ที่เมื่อรวมกันแล้วก็ถูกผลักดันให้เคลื่อนไหวทาง กาย วาจา และใจ ด้วยปัจจัยตามธรรมชาติเท่านั้น ดังนั้น มนุษย์ สัตว์ หรือสิ่งมีชีวิตต่างมิติลี้ลับ จึงเหมือนๆ กัน อยู่ใต้กฎธรรมชาติเดียวกัน และมีแค่ความเป็นกุศลหรืออกุศลที่สร้างไว้ในจิต ณ ขณะหนึ่งๆ เป็นเชื้อ เมื่อให้ผลไปแล้วก็หมดไปเหมือนเชื้อเพลิง ความเป็นจริงจึงไม่มี 'ตัวตน' อะไรที่ดีหรือเลวอย่างสมบูรณ์ มีเพียงเหตุที่สร้างขึ้นแล้วรับผลไปตามอัตภาพเท่านั้น ชาวพุทธจึงไม่จำเป็นต้องยกหางมนุษย์ด้วยกันเองเกินความเป็นจริง (แบบพวกลัทธิมนุษย์นิยม) แต่อย่างใดเลย
>>>ความจริงประเด็นนี้ยังขยายไปได้ถึงโลกหลังความตายของบางศาสนาด้วยนะคะ ที่กล่าวว่าวิญญาณมนุษย์จะดำรงอยู่เป็นนิรันดร์ ก็เป็นความเชื่อที่ค่อนข้างหลงตนเองเช่นกัน
ก็คงเป็นของหลายศาสนาเลยล่ะครับ แต่ไม่ใช่พุทธแน่นอน (ก็ขอให้คนที่เกี่ยวข้องกับศาสนานั้นๆ มาตอบกันไปเอง)
เรื่องที่ว่ากุศโลบายให้คนทำดี เลยต้องสอนเรื่องชีวิตหลังความตาย อันนี้ก็ไม่ใช่พุทธครับ เพราะอย่างที่ผมบอก วัตถุประสงค์ของพุทธศาสนาไม่ใด้มุ่งเน้นศีลธรรมในสังคม แต่มุ่งเน้นการพ้นทุกข์จากปัจจัยทั้งหลายที่ยังเกี่ยวข้องกับ "โลก" และตัณหาแบบต่างๆ (รวมถึงตัณหาในการ อยากมีชีวิตหลังความตายที่เป็นนิรันดร์ เป็นต้น)
.
.
.
สรุปแล้วนะครับ
สิ่งที่ จขกท. ขาด คือการศึกษาจริง แล้วฟันธงสรุปแบบหุนหันเกินไป
เป็นไปไมได้หรอกครับที่ใครจะเข้าใจสัจธรรมของโลกนี้ โดยแค่นั่งมองอยู่ในมุมของตัวเองแล้วทำได้เพียง คิด...จับแพะชนแกะเล่นๆ
แก้ไขเมื่อ 30 ธ.ค. 51 00:39:01
แก้ไขเมื่อ 29 ธ.ค. 51 13:17:36
แก้ไขเมื่อ 29 ธ.ค. 51 13:17:02
แก้ไขเมื่อ 29 ธ.ค. 51 13:14:20
แก้ไขเมื่อ 29 ธ.ค. 51 13:08:17