ใครว่าการไม่มีเงินเป็นเรื่องลำบาก
การมีหนี้ต่างหากที่ลำบาก
ผมจะเล่าเรื่องอย่างย่อของตัวเองให้ฟัง เผื่อตอนนี้ใครที่ท้อหรือเบื่อ จะได้มีกำลังใจมากขึ้น
ช่วงประมาณปี 35 - ก่อนปี 40 ถ้าใครจำได้ ช่วงนั้นเป็นช่วงฟองสบู่ ใครทำอะไร ขายอะไรก็เป็นเงินไปหมด รวมถึงพ่อผมด้วย
จากครอบครัวจนๆ ก็พอจะสร้างตัวได้ มีรถให้ลูกใช้ขับเล่นได้บ้าง มีอุปกรณ์แพงๆ ที่สมัยนั้นคนไม่ค่อยได้มีไว้ใช้ในบ้านกัน ตั้งแต่แฟกซ์ โทรศัพท์มือถือ กล้องวิดีโอ ฯลฯ
ตอนนั้นครอบครัวผมใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและสบายตามที่ครอบครัวชนชั้นกลางที่สร้างฐานะได้พึงมี จากที่ตอนเด็กๆ เคยลำบากต้องพับถุงขาย ก็ดีขึ้นมามาก พ่อเล่าให้ฟังว่า เงินล้านบาท หาได้ง่ายๆ แค่ชั่วข้ามคืน โดยวิธีสุจริต
พ่อลงทุนไปในธุรกิจจำนวนมาก ทั้งซื้อตึกเพื่อเปิดมินิมาร์ท ทำร้านถ่ายเอกสาร ถ้าใครจำได้ เมื่อ 15 ปีก่อน ลาดกระบังมีร้านถ่ายเอกสารร้านเดียวที่ทำได้ทั้งถ่ายเอกสารสี พิมพ์แปลนขนาด A0 พิมพ์เขียว นับเป็นร้านที่ใหญ่ที่สุดในย่านนี้ ทำเงินจากการถ่ายเอกสารได้วันละหลายหมื่น
ค่าเครื่องถ่ายเอกสารรวมแล้วกว่าสิบล้าน
ทุกเรื่องนับเป็นเรื่องที่ตื่นตาตื่นใจมาก สำหรับเด็กที่แทบจะไม่เคยมีตังซื้อขนมกิน ได้เงินไปโรงเรียนวันละ 2 บาท
แต่พอปี 40 ทุกอย่างที่เคยมีก็สลายไปกับตา เศรษฐกิจที่ล้ม พัดพาเอาทุกอย่างไปจากครอบครัวผม จากเดิมที่มีอะไรก็ได้ เงินล้านที่เคยหาได้ง่ายๆ ก็เป็นแค่ความฝัน
อย่าว่าแต่ล้านเลย สิบบาทบางทีก็ยังไม่มี
หนี้สินจากการลงทุนเริ่มพอกพูน ร้านถ่ายเอกสารต้องปิด เนื่องจากพ่อเอาผลกำไรที่ได้ ไปลงทุนในธุรกิจรับเหมา เครื่องถูกยึด ตึกถูกยึด
ปี 42 เป็นปีที่ผมเริ่มเรียนมหาลัย ผมเกือบจะไม่มีโอกาสได้เรียน เพราะที่บ้านถึงขั้นวิกฤต วันที่หนักหนาที่สุดคือวันที่ไม่มีแม้แต่เงินสิบบาทจะซื้อข้าวเปล่ามาแบ่งกันกินกันในบ้าน
ความหิวมันทรมานจริงๆ ให้ตายเหอะ
หนี้ทั้งหมดเกือบร้อยล้าน
100,000,000 บาท
พ่อต้องหนีไปอยู่ที่อื่นเพื่อหลบหนี้ ที่บ้านถูกกวนทุกวันจากเจ้าหนี้และตำรวจ
วันหนึ่งเมื่อพ่อกลับบ้าน พ่อถูกตำรวจดักจับหน้าบ้าน ครั้งแรกในชีวิตที่พ่อต้องนอนในคุก พ่อนั่งร้องไห้ ทั้งๆ ที่ใช้ชีวิตอย่างสุจริตชนมาตลอด แต่ผลของเศรษฐกิจ ทำให้พ่อต้องเป็นแบบนี้
เมื่อไม่นานมานี้พ่อเล่าให้ฟังว่า
ช่วงนั้น พ่อคิดจะยิงคนทั้งบ้านให้ตาย แล้วฆ่าตัวตายตาม
แต่พ่อก็ไม่ทำ
คำว่ารักมันยิ่งใหญ่พอจะเก็บชีวิตพวกเราได้ทุกคน
ผมสร้างสัญญากับแม่ว่า ผมขอเงินเรียนแค่ 4 ปี
ดังนั้น ตอนที่เรียนเภสัช ซึ่งต้องเรียน 6 ปี แล้วยังซิ่วมาจากวิดยา ทำให้ผมเรียนเกินสัญญากับแม่ และต้องทำงานหาเงินส่งตัวเองเรียน ด้วยการถ่ายรูป ทำเวบ รับจ้างทำอะไรก็ได้ ที่เป็นเงิน
กว่าจะฝ่าฟันมาจนจบได้ ผมทำทั้งกิจกรรม เรียน ทำงานหาเงินไปพร้อมๆ กัน โดยไม่ให้ตัวเองต้องจบช้ากว่าคนอื่น
ในขณะที่บางคนกำลังอ่านหนังสือ ผมต้องนั่งรถเพื่อไปทำงานต่างจังหวัด
เรียนเภสัช แต่ไปรับงานถ่ายรูปในเหมืองแร่ทอง นอนกลางฝุ่น
นับเป็นชีวิตที่ต่างจากเด็กเภสัชหลายๆ คน แต่ก็สนุกไปอีกแบบ
กว่าจะจบมา ผมหาเงินส่งตัวเอง ส่งให้ที่บ้าน และส่งพี่สาวเรียนปริญญาโทไปด้วย
ส่วนหนี้สินนั้น พ่อก็ค่อยๆ จัดการไป
ทุกวันนี้หนี้สินที่มีเหลือไว้ให้ผม ก็เพียงสิบล้าน
10,000,000 บาท โดยประมาณ
ที่ผมต้องทำงานเพื่อหาคืนมันอยู่ทุกวัน
เหนื่อยและท้อ แต่ถอยไม่ได้
มันก็เหมือนว่ายน้ำไปกลางทะเล ถ้าไม่ว่ายต่อก็ตาย
so
Keep Walking
Johnny Walker
อย่าท้อครับ ไม่มีอะไรยากเกินที่เราจะใช้ชีวิต
จากคุณ :
Epinephrine
- [
20 ก.พ. 52 09:13:26
]