ความคิดเห็นที่ 2
นักวิทยาศาสตร์กับพระเจ้า แต่เพื่อป้องกันการเข้าใจผิด เราขอเน้นว่า ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่แท้จริง จะไม่ขัดแย้งกับความจริงของพระเจ้า เพราะทั้งสองอย่างนี้มาจากต้นตอเดียวกัน คือ พระเจ้า อย่างแรก เป็นพระหัตถกิจของพระองค์ และอย่างที่สอง เป็นความจริงที่พระองค์ทรงเปิดเผยผ่านมนุษย์ทางพระคัมภีร์ ความจริงทั้งสองอย่างนี้จึงไม่ขัดแย้งกัน และขัดแย้งกันไม่ได้ เพียงแต่ว่าการเข้าไปสู่ความจริงของแต่ละอย่างนั้นไม่เหมือนกัน เพราะใช้คนละวิธีเพื่อเข้าไปสู่ความจริงและคนละด้าน
นักวิทยาศาสตร์พยายามค้นคว้าความจริงด้านธรรมชาติ อันเป็นหัตถกิจของพระเจ้า โดยวิธีเฉพาะของตนเอง และฝ่ายคริสเตียนพบความจริงด้านจิตวิญญาณ ตามหลักการที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้ผ่านพระวจนะของพระเจ้า ทั้งสองฝ่ายไม่ขัดแย้งกัน (เว้นแต่ว่าความรู้ทางวิทยาศาสตร์นั้น ๆ เป็นเพียงข้อสันนิษฐานที่ยังไม่ใช่ความจริงสมบูรณ์ และยังเปลี่ยนแปลงต่อไปเรื่อย ๆ)
เพื่อยืนยันถึงความจริงข้อนี้ เราขอยกตัวอย่างเพื่อแสดงให้ท่านเห็นว่าบุคคลระดับโลกที่มนุษย์ยอมรับว่าเป็นคนมีเหตุผล และอาศัยเหตุผลพิสูจน์สิ่งต่าง ๆ นั้น เขามีทรรศนะในเรื่องพระเจ้าอย่างไร ซึ่งหลายครั้งตำราเรียนทางวิทยาศาสตร์แทบจะไม่เอ่ยถึงชีวิตอีกด้านหนึ่งของเขาเหล่านั้น
อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein, 1879-1955)
นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมัน ผู้คิดทฤษฎีสัมพันธภาพ กล่าวว่า
"ศาสนาของข้าพเจ้าประกอบด้วยการยกย่องถ่อมใจต่อองค์พระวิญญาณซึ่งยิ่งใหญ่ที่สุด ซึ่งไม่อาจจำกัดได้ และพระองค์ได้ทรงสำแดงพระองค์เองในรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ซึ่งเราสามารถรู้ได้ด้วยจิตใจซึ่งอ่อนแอและบกพร่องของเรา ความคิดเรื่องพระเจ้าของข้าพเจ้าเกิดจากความแน่ใจอันลึกซึ้งฝ่ายอารมณ์ ถึงการทรงพระชนม์อยู่ของพลังฤทธิ์เดชอำนาจ ซึ่งยิ่งใหญ่สูงสุดและหยั่งรู้เหตุและผลได้ ซึ่งพลังฤทธิ์เดจอำนาจนั้นได้สำแดงพระองค์เองในจักรวาลอันสลับซับซ้อนของพระองค์"
โรเบิร์ต บอยล์ (Robert Boyle, 1627-1691)
นักวิทยาศาสตร์ชาวไอริช ผู้ได้รับสมญานามว่า เป็นบิดาแห่งเคมีในสมัยปัจจุบัน และเป็นผู้ตั้งกฎของบอยล์ซึ่งกล่าวว่า "ความดันและปริมาตรของก๊าซ เมื่อคูณกัน ย่อมได้ผลคงที่ ถ้าอุณหภูมิคงที่"
แต่ท่านทราบไหมว่า แม้บอยล์จะมีความเปรื่องปราดทางวิทยาศาสตร์เพียงไรก็ตาม ท่านกลับเขียนความรู้เกี่ยวกับพระคัมภีร์มากกว่าความรู้ทางวิทยาศาสตร์เสียอีก ท่านเคยกล่าวเน้นในผลงานของท่านครั้งแล้วครั้งเล่าว่า แรงจูงใจสำคัญที่ทำให้ท่านค้นคว้าและทดลองด้านวิทยาศาสตร์ก็คือ ท่านเพียงต้องการแสดงให้โลกเห็นถึงความสอดคล้องของพระคริสตธรรมคัมภีร์กับกฎต่าง ๆ ทางธรรมชาติ
ยิ่งกว่านั้น บอยล์ยังเป็นบุคคลที่สนใจศึกษาพระคัมภีร์อย่างแท้จริง จนถึงกับลงทุนเรียนภาษาฮีบรู อรามาอิก และซีเรีย เพื่อจะสามารถเข้าใจพระคัมภีร์อย่างลึกซึ้ง
ไอแซค นิวตัน (Issac Newton, 1642-1727)
ท่านเป็นผู้ที่โลกยอมรับว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์เอกของโลกอย่างแท้จริง เพราะท่านเป็นผู้พัฒนาวิชาด้านแคลคูลัส เป็นผู้รวบรวมทฤษฎีเกี่ยวกับการเคลื่อนที่ (Motion) เข้าเป็นระบบเดียวกัน และเป็นผู้ตั้งกฎแรงโน้มถ่วงของโลก ฯลฯ ผลงานของท่านมากมาย จนได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ชั้นสูง เป็นท่านเซอร์ ของจักรภพอังกฤษ
แต่ท่านเชื่อไหมว่า นิวตันอธิบายเรื่องเกี่ยวกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งถ้าคำนวณเป็นจำนวนคำแล้วเท่ากับ 1 ล้านคำ แต่ขณะเดียวกัน ท่านเขียนเรื่องเกี่ยวกับพระเจ้าถึง 1.4 ล้านคำ ท่านเป็นผู้หนึ่งที่มีความรักและศรัทธาต่อพระเจ้าอย่างลึกซึ้ง ซึ่งเป็นที่ทราบกันอย่างกว้างขวาง
กาลิเลโอ (Gaileo, 1564-1641)
นักคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ที่ยิ่งใหญ่ของโลก เป็นผู้คิดกล้องโทรทรรศน์ขึ้นเป็นคนแรก แต่สิ่งซึ่งนักวิทยาศาสตร์และนักประวัติศาสตร์ไม่ได้กล่าวถึงท่านผู้นี้ คือ ท่านเป็นนักศึกษาพระคริสตธรรมคัมภีร์ตัวยง ท่านเขียนหนังสืออธิบายความรู้เรื่องจักรวาลหลายร้อยหน้า โดยอ้างอิงจากพระคริสตธรรมคัมภีร์ ท่านกล่าวข้อความตอนหนึ่งไว้ว่า "พระคัมภีร์และธรรมชาติ ต่างเป็นผลโดยตรงจากพระดำรัสของพระเจ้า" "พระคัมภีร์เกิดขึ้นเพราะการดลใจจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ และธรรมชาติเกิดขึ้นจากการเชื่อฟังคำตรัสสั่งของพระองค์" เช่นในหนังสือปฐมกาลตอนหนึ่ง บันทึกว่า
"14 พระเจ้าตรัสว่า 'จงมีดวงสว่างบนฟ้า เพื่อแยกวันออกจากคืน ให้ดวงสว่างเป็นหมายกำหนดฤดู วัน ปี 15 และให้เป็นดวงสว่างบนฟ้า เพื่อส่องสว่างบนแผ่นดิน' ก็เป็นดังนั้น" (ปฐมกาล 1:14-15)
จอห์น เคพเลอร์ (John Kepler, 1571-1630)
นักดาราศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ทุกยุคทุกสมัย เป็นผู้ตั้งกฎสำคัญ ๆ เกี่ยวกับการโคจรของดวงดาวต่าง ๆ อยู่ในรูปของวงรี ในขอบเขตคงที่ โดยที่ดวงดาวนั้น ๆ จะไม่ล้ำเขตวงรีนั้นเข้าไปภายในเลย ท่านจึงคิดว่าน่าจะมีหลักการบางอย่างที่สามารถอธิบายถึงปรากฎการณ์ของดวงดาวต่าง ๆ ในรูปวงรีในขอบเขตในสภาพที่ว่านี้ แต่ไม่รู้ว่าหลักการนั้นคืออะไร จนกระทั่งวันหนึ่ง ขณะที่ท่านนั่งอ่านพระคัมภีร์ประจำวันอยู่ ท่านพบข้อความตอนหนึ่งที่พระเยซูคริสต์กล่าวว่า
เมื่อเราถูกยกขึ้นจากแผ่นดินโลกแล้ว เราก็จะชักนำคนเป็นอันมากให้มาหาเรา" (ยอห์น 12:32)
ในทันใดนั้น ท่านเกิดความคิดแวบหนึ่งขึ้นมาว่า เป็นไปได้ที่ดวงดาวต่าง ๆ ดึงดูดกันและกันในห้วงอวกาศเหมือน ๆ กับคำสอนทางด้านจิตวิญญาณเกี่ยวกับพระเยซูคริสต์ที่สามารถดึงดูดคนจำนวนมากมาหาพระองค์ จึงทำให้ท่านตั้งกฎต่าง ๆ ว่าด้วยการโคจรของดวงดาว
ก่อนตาย เคพเลอร์ได้เขียนตำราว่าด้วยเหตุผลสนับสนุนความน่าเชื่อถือของพระคัมภีร์ว่าเป็นพระคำของพระเจ้า
ไมเคิล ฟาราเดย์ (Michael Faraday, 1791-1867)
นักวิทยาศาสตร์ที่ค้นพบหลักของกระแสไฟฟ้า ซึ่งกล่าวว่า "เมื่อเอาไฟฟ้าใส่ในน้ำยา เช่น ในการชุบทอง โลหะที่จับขั้วบวกจะมากน้อยตามกระแสไฟฟ้า" และท่านเป็นคนแรกที่อธิบายถึงอำนาจของสนามแม่เหล็กไฟฟ้า
แต่สิ่งหนึ่งซึ่งน้อยคนจะรู้จักเกี่ยวกับท่านผู้นี้คือ ท่านเป็นนักเทศน์ฆราวาส ประกาศข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ทุกอาทิตย์ในโบสถ์เล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ณ กรุงลอนดอน แม้ปัจจุบันนี้คำเทศนาของท่านฟาราเดย์ประมาณ 150 เรื่อง ซึ่งไม่ได้ตีพิมพ์เผยแพร่ ก็ยังถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีในประเทศอังกฤษ ท่านเป็นนักวิทยาศาสตร์อีกท่านหนึ่งที่มีความศรัทธาในพระเจ้าอย่างแท้จริง
ที่กล่าวมาแล้ว เป็นเพียงตัวอย่างบางตัวอย่าง เพื่อชี้ให้เห็นว่า ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ ไม่ได้ขัดแย้งกับความเชื่อในพระเจ้าเลย เพราะผู้ที่ยิ่งศึกษาเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์มากขึ้น ก็ยิ่งทำให้เขาเห็นถึงความยิ่งใหญ่และความมหัศจรรย์แห่งการเนรมิตสร้างขององค์พระผู้เป็นเจ้ามากขึ้นเท่านั้น แม้ในปัจจุบันนี้ บุคคลระดับโลกเกือบทุกสาขาวิชา ประกอบด้วยบุคคลที่เป็นคริสชนซึ่งมีความรักและความศรัทธาต่อพระเจ้าด้วยความจริงใจ
และเราขอเน้นข้อเท็จจริงสำคัญอีกประการหนึ่ง ซึ่งตำราทางวิทยาศาสตร์จะไม่กล่าวถึงเลย นั่นคือ แรงผลักดันสู่ความเจริญของการศึกษาวิทยาศาสตร์ในสมัยปัจจุบัน เริ่มต้นจากความนึกคิด (concept) เรื่องพระเจ้ามาก่อนสิ่งอื่นใด เพราะกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ที่ช่วยเกิดศักราชให้แก่การศึกษาวิทยาศาสตร์สมัยปัจจุบัน เริ่มต้นจากการศึกษาของเขาบนหลักสมมติฐานที่ว่า "จักรวาลนี้มีเหตุผล เพราะเบื้องหลังคือพระเจ้าผู้มีเหตุผล เพราะฉะนั้นเราจึงสามารถใช้เหตุผลเข้าไปสู่การศึกษาข้อเท็จจริงนั้น ๆ"
อ่านต่อที่ http://www.followhissteps.com/web_christianstories/godandscience1.html
จากคุณ :
utd
- [
11 เม.ย. 52 00:32:48
]
|
|
|