จากกระทู้คุณเจไดหนุ่ม กระทู้นี้ครับ
http://www.pantip.com/cafe/wahkor/topic/X7906480/X7906480.html
คุณเจไดครับ...
คนเราทุกคนจะต้องเดินทางมาถึงวันหนึ่ง ที่เรารู้สึกว่าเรามานั่งทำอะไรอยู่ที่ตรงนี้
ที่ตรงนี้เป็นจุดหมายปลายทางของเราหรือยัง
ในขณะที่วัยของเราก็มากขึ้นทุกที อย่างที่คุณบอกละครับ
ผมเองก็เช่นกัน
ย้อนไปเมื่อสิบเอ็ดปีที่แล้ว... พ.ศ.2541
ผมเริ่มงานในเส้นทางสายนี้ของผม ซึ่งเป็นงานแรก และงานเดียวในชีวิต
ด้วยจิตใจที่ตั้งใจจะทำในสิ่งที่ดี ตั้งใจริเริ่มกระทำโครงการต่างๆ
ทำความเจริญให้แก่องค์กรของผม เพราะความรู้สึกในการเป็นเด็กกิจกรรม
เมื่อครั้งยังเป็นนิสิตนั้น ยังคงสดใหม่อยู่มาก ในตัวของผม และผมพร้อม
ที่จะร่วมงานกับทุกคน และทำความรู้จักกับทุกๆคนที่อยู่แวดล้อมในที่ทำงาน
เสมอ ด้วยคิดว่าผมคงจะมีโอกาสร่วมงานและสร้างอะไรดีๆให้กับคณะของผมบ้าง ไม่มากก็น้อย
แต่แน่นอน ตัวผมในวันนั้นยังเด็กนัก จึงไม่ค่อยเห็นมุมมองของโลก
แห่งความจริง ที่ทุกอย่างไม่ได้สดใส จริงใจ ซื่อตรง เหมือนเมื่อครั้ง
เราทุกคนยังเป็นนิสิต นักศึกษา ทำงานชมรม
สิ่งแรกที่พบอย่างแรกในการทำงาน ก็คือเรื่อง "สี"
สำหรับตัวผม ผมไม่เคยแคร์ว่าผมจะมาจากสถานที่ที่แตกต่างออกไป
หรือว่าใครสีไหน เพราะผมกระตือรือล้น อยากทำอะไรใหม่ๆกับ
เพื่อนร่วมงานใหม่ๆ แต่ก็ได้พบกับบรรยากาศของกำแพงที่มองไม่เห็น
ซึ่งไม่ได้กดดันเรา แต่มันเหมือนแผ่นยางใสๆที่เหนียวและยืดหยุ่น
ที่กันไม่ให้เราสัมผัสกับคนอีกด้านของแผ่นยางได้ เหมือนถ้าทิ้งไว้
มันก็กันอยู่อย่างนั้น เวลาออกแรงผลัก พยายามเดินไปหา
กำแพงมันก็ยืดออก ..แต่มันไม่เคยขาด มันคอยหลอนอยู่ตรงนั้น
ครับ ผมก็เพิ่งมารู้ ว่ามันมีความรู้สึกอยู่ ว่า "ฉันเป็นสีม่วง แต่เธอเป็นสีชมพู"
ผมเพิ่งรู้ว่าการที่ผมมาจากอีกที่.. มาจากแถวสามย่าน.. จะทำให้เกิด
การเว้นระยะของการคบหา กับผู้คนศิษย์เก่าจากเชิงดอย (ยกเว้นบางคน
ที่ nice มากที่ผมคบหาอย่างมีความสุข และสนิทใจ ณ ปัจจุบัน)
นั่นเป็นเรื่องหนึ่ง ที่ทำให้เสียใจนิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้กระทบผม
มากมายนัก เพราะผมก็ยังเจอชาวสีม่วง ที่สนุก และเป็นมิตรอยู่บ้าง
แน่นอน ผมเจอชาวสีเขียว มก. ด้วย
ทุกคนที่เจอเป็นคนดีมาก
และเป็นเพื่อนแท้ที่คบกันมายาวนานนับสิบปี
ประการที่สองที่พบ ก็คือการไม่ทำงานอย่างตรงไปตรงมา
และการเมืองในที่ทำงาน
สิ่งนี้ทำให้ผมเหนื่อย เพราะไม่ว่าจะพยายามคุยกับด้านใด
ก็จะถูกพิจารณาว่าเป็น "เด็กของอีกด้านหนึ่ง" เสมอ จนท้ายที่สุด
มันทำให้ผมต้องแยกตัวออกมา เว้นระยะห่าง เพื่อเซฟตัวเอง
โดยไม่มีด้านใดด้านหนึ่งมองผมเป็นพวกเป็นการเฉพาะ
การมีกลุ่มมีพวก บางครั้งมีผล เช่นโครงการต่างๆที่ขอ เครื่องมือครุภัณฑ์
ที่ต้องการเสนอชื่อสำหรับปีงบประมาณต่อไป โครงงานวิจัย และอื่นๆ
ที่เหนื่อยอีกก็คือ วัฒนธรรมองค์กรของผม ชอบมีบัตรสนเท่ห์ปลิว..
ทั้งนักศึกษาว่าอาจารย์ผู้ใหญ่(ซึ่งช็อคซินีมาผมมาก เพราะที่ที่ผมเรียนมา
ไม่เคยมีความคิดแบบนี้อยู่ในตัวเด็กเลย แม้ว่าอาจารย์ผู้ใหญ่บางท่าน
อาจจะมีข้อเสียบ้าง แต่เราไม่เคยคิดที่จะก่อวจีกรรมแก่อาจารย์ที่ประสิทธิ์
ประสาทวิชาเรามาแม้แต่น้อย) และระหว่างบุคลากรด้วยกัน
แต่นั่นก็เกิดเป็นบางครั้ง(นับครั้งได้) ไม่ใช่เกิดทุกวันทุกเดือน
แต่พอเกิดที ก็เป็นเรื่องใหญ่เรื่องโตกัน และทำให้บรรยากาศ
โดยรวมขององค์กรอึมครึมไปนาน
นักศึกษา ส่วนใหญ่จะพอโอเค หลายๆคนทีเดียว ที่นิสัยน่ารักทั้งผู้ชายและผู้หญิง
แต่ก็มีบ้างบางคน ที่ก้าวร้าวมาก และล่วงเกินเราด้วยวาจา
รวมถึงใช้บัตรสนเท่ห์(เฮ้อ บัตรสนเท่ห์อีกแล้ว - วัฒนธรรมขยะ)
ในการล่วงเกิน คิดว่าน่าจะได้อิทธิพลมาจากสิ่งที่พวกเขาพบเห็นในองค์กร
และคิดไปว่าเป็นแนวทางที่ถูกต้องควรทำในสังคม
มีอาจารย์สมัยมัธยมที่ชื่นชมท่านหนึ่ง เคยบอกผมว่า "เธอรู้ไหม
ที่ครูเป็นครูสอนพวกเธอ ครูทำด้วยใจ คำว่า ครู มาจากคำว่า ครุ
แปลว่า "หนัก" คนเป็นครู หรือเป็นอาจารย์ ต้องทำงานหนักกับทั้งตัวเอง
และก็กับนักเรียนนักศึกษา มีอะไรต้องอดทน เพราะการเดินทางบนเส้นทางนี้
เป็นการเดินทางที่หนักหนา แต่ก็มีสิ่งสวยงามให้เห็นเมื่อเราเดินไป"
สิบเอ็ดปีมานี้ ผ่านเส้นทางมาไกล มีบาดแผลมาก็มาก จนเกิดความชินชา
แต่ผมยังอยากจะเชื่ออาจารย์ท่านนั้นอยู่ และก็ยังอยากเห็นผู้คนรุ่นใหม่
ที่ยังคิดแบบเดียวกับผม มองโลกคล้ายกันกับผมอยู่ ผมจึงพยายาม
เริ่มทำฟอรัมอย่างไม่เป็นทางการขึ้นมา มันยังไม่เป็นรูปเป็นร่างนัก
แต่เอาแบบจำลองมาจากสมัยที่ผมยังเรียนอยู่คณะวิทยาศาสตร์
ที่เดิมของผม ซึ่งจะมีการมาคุยกันนอกรอบในเรื่องที่ตัวเองสนใจในเรื่องวิชาการ
ตอนบ่ายๆของวันว่าง และมีกาแฟ มีเค้กเลี้ยงเป็นวาระ
บรรยากาศสนุก เป็นกันเอง และสร้างสรรค์เชิงวิขาการมากครับ
ผมยังตื่นเต้นอยู่ลึกๆ ที่จะได้พบกับบรรยากาศแบบนั้นอีก บรรยากาศ
ที่ไม่มีอาจารย์ ไม่มีลูกศิษย์ ไม่มีเจ้าหน้าที่ แต่เป็นการพบกันของ
คนชอบวิทย์กลุ่มหนึ่ง ที่บังเอิญอยากคุยเรื่องเดียวกัน แล้วเอาข่าวน่าสนใจ
มาสนทนาในวง..
คุณเจไดหนุ่มครับ ผมอ่านข้อความตอนหนึ่งของคุณที่ว่า
"หรือนั่งจุ้มปุ๊กกับแฟ้มงานกองโตที่อุตส่าห์หอบกลับ มาทำที่รัง เพื่อหวังว่าเจ้านายจะเหลียวมามองในความขยันอันสูญเปล่าของเราบ้าง จากนั้นก็ต่อปลั๊กแล้วปล่อยตัวเองให้ล่องลอยอยู่ในโลกไซเบอร์จนมืดค่ำ จึงค่อยผล็อยหลับไปด้วยความเพลียจนมารู้สึกตัวเอาก็ตอนเช้าของอีกวันจาก นั้นจึงเริ่มกิจวัตรแบบเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่าๆๆๆๆ"
มันทำให้ผมย้อนมาดูตัวผม และพบว่าทุกวันนี้ผมเองก็ตกอยู่ในสภาพเช่น
เดียวกันกับคุณ ...ไม่แตกต่างกันเลย...
แต่สิ่งหนึ่งที่ผมตัดสินใจได้และได้เริ่มออกเดินทางมาระยะหนึ่ง
ในวันคืนช่วงแรกหลายปีที่แล้วที่เริ่มรู้สึกคล้ายคุณ
ว่าผมกำลังผลาญเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ก็คือ
ผมตัดสินใจกระทำสิ่งที่ผมมีอำนาจทำได้ นั่นคือ เขียน
คนอื่นอาจจะแย่งเสนอครุภัณฑ์ที่เขาจะใช้ในงานส่วนตัวเขาได้
คนอื่นอาจจะแก่งแย่งกันในการสอนวิชาในหลักสูตรพิเศษที่มีค่าตอบแทนงาม
คนอื่นอาจจะกดดันหรือเอาเปรียบ ในแง่ของเรื่องต่างๆ
แต่จะไม่มีใครที่จะมาแย่งปากกาไปจากมือของเราได้
บางทีผมอาจจะค้นพบตัวผมเองไม่นานมานี้เอง ว่าผมเหมาะจะเป็นนักเขียน
มากกว่าสอนหนังสือ หรือบางทีผมอาจจะรู้มาตั้งนานแล้ว ตั้งแต่จบใหม่ๆ
แต่ด้วยความขลาดกลัวในสมัยเด็ก กลัวว่าถ้าไม่ทำงานแล้ว
จะเอาตัวรอดด้วยการเขีัยนหนังสืออย่างเดียวไม่ได้..
หนึ่ง เขียนสิ่งที่ผมรู้ ทิ้งความรู้อะไรที่จะเป็นประโยชน์กับคนอ่านบ้าง
ในหลายเดือนมานี้ จนถึงวันนี้ ผมพยายามอย่างยากลำบาก
เพราะการเขียนงานวิชาการนั้น ยากกว่าบทความ เรื่องสั้นหรือนวนิยาย
ในวันที่ความตั้งใจทุกอย่างถูกกัดกร่อนไป สิ่งที่ยังเหลือบ้างในตัวผม
ก็คือการทุ่มเทความพยายามทั้งหมด เอาความรู้ที่ผมร่ำเรียนมา
ใส่เข้าไว้ในหนังสือตำรา ให้มันเป็นเหมือนไทม์แคปซูล ส่งผ่านจากผม
ไปยังเด็กนักศึกษาบางคน ที่เขายังมีความกระหายอยากรู้มากขึ้นไปอีก
แบบเดียวกับผมสมัยก่อน แทนที่จะเรียนเพื่อ "ทำงานให้ได้เงินมากๆ
ในคณะที่เป็นที่สามของประเทศ ในสาขาวิชาเดียวกัน ที่มีนักศึกษา
จบแล้วได้งานในสามเดือนถึง 70% ฯลฯ ฯลฯ - (ที่ผมฟังเนื้อความ
ปาฐกถามาจนเบื่อในงานพบผู้ปกครองวันนี้)"
ถ้าผมทิ้งตำราไว้มากที่สุด แล้วมีคนเอาไปใช้ได้บ้าง นึกขอบคุณกัน
บ้างเอาไปอ้างอิงบ้าง ผมถือว่าผมประสบความสำเร็จในระดับที่พอใจแล้ว
ในเส้นทางของการสอนหนังสือ
สอง ผมตัดสินใจแน่นอนมาได้สองสามปีแล้ว ที่จะเดินทาง
ในอีกเส้นทางหนึ่งอย่างจริงจัง เส้นทางที่ผมตั้งความหวังมานาน แต่ยังไม่ได้ทำ
นั่นคือการมีนวนิยายตีพิมพ์เป็นฉบับภาษาอังกฤษ ในสำนักพิมพ์ต่างประเทศ
ให้ได้ มันอาจจะเป็นความฝันที่ไร้สาระ ดูแล้วทำเงินไำม่ได้ และฟังดูไม่น่าจะ
เป็นงานอาชีพ
แต่มันก็เป็นสิ่งที่ผมอยากทำมาจากส่วนลึกของหัวใจ และผม
จะทำมันให้ได้ไม่ว่าผมจะต้องเดินต่อไปอีกกี่ปีก็ตาม (คุณเจไดหนุ่ม อีกสิบ
ห้าปีข้างหน้าอาจจะเห็นปู่ดิจิฯ แก่ๆมาโพสกระทู้ว่า ไชโย ในที่สุดก็มีคนพิมพ์
เรื่องของผมแล้ว..)
คุณเจไดเพิ่งเดินมาถึงจุดหัวเลี้ยวหัวต่ออีกจุดหนึ่ง
ในจุดที่คุณเหนื่อย หมดแรงกับการก้าวเดินมายาวไกล
ในท่ามกลางความบอดใบ้ของผู้คน มีชีวิตอยู่ในยุคสมัยที่สูญสิ้น
ไม่มีน้ำแม้สักแก้วหนึ่ง ที่เรียกว่า "คุณค่าของการทำงาน" ให้ดื่มดับกระหาย
แต่อย่าลืมว่า คนแต่ละคนยังจะเป็นในสิ่งที่ตัวเองอยากจะเป็นได้
อยู่เสมอ ไม่ว่าพวกเราจะเริ่มมันช้าหรือเร็วแค่ไหน
บางทีเราบางคนอาจจะรับรู้ความต้องการแท้จริงของเรา
ก็ต่อเมื่อเราใช้ชีวิตการทำงานมาได้ช่วงหนึ่งแล้วเท่านั้น
แต่ถ้าคุณเจไดหนุ่ม พบเส้นทางเดิน เส้นใหม่ ผมหวังด้วยใจว่า
ขอให้เส้นทางนั้นเป็นเส้นทางที่คุณอยากก้าวไปจริง แล้วขอให้
คุณเจไดหนุ่ม ก้าวเดินไปด้วยความตั้งใจจริง
คราวนี้ อย่าให้อะไรมาดับไฟการทำงานของเราในเส้นทางสายนั้นได้
แล้วสุดท้ายคุณอาจพบท้องทุ่งสีเขียวขจี รอคุณอยู่ ที่ปลายถนนบนเส้นทาง
ใหม่ที่คุณเลือกเดินก็ได้
ขออวยพรให้โชคดีครับ
แก้ไขเมื่อ 26 พ.ค. 52 23:42:45
แก้ไขเมื่อ 26 พ.ค. 52 23:38:35
จากคุณ :
DigiTaL-KRASH!!!
- [
26 พ.ค. 52 23:36:22
]