ความคิดเห็นที่ 2 |
เอาอีกอัน อันนี้น่าจะชัดกว่าครับ
น.สพ.ดร.เอกชัย เจนวิถีสุข ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับโครงสร้างของปากยุงและธรรมชาติการดูดเลือดของยุงว่า บริเวณปากของยุงมีรุปร่างทรงแหลมเหมือนเข็มฉีดยายาวประมาณ 1 มิลลิเมตร มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 0.02 มิลลิเมตร ประกอบไปด้วยท่อที่ต่อจากต่อมน้ำลาย ใช้พ่นน้ำลายเข้าไปในบริเวณที่จะดูดเลือด น้ำลายของยุงจะมีฤทธิ์ช่วยป้องกันการแข็งตัวของเลือด ทำให้ยุงสามารถดูดเลือดได้สะดวก และเลือดไม่แข็งตัวในยุง ส่วนท่อที่สองจะเป็นท่อที่ยุงใช้ดูดเลือดเข้าสู่ตัว
ยุงที่ดูดเลือกจะเป็นยุงเพศเมีย ยุงเพศผู้จะดูดน้ำหวานจากดอกไม้ เมื่อยุงดูดเลือดอิ่มแล้วก็มักจะไม่กลับมาดูดเลือดอีกทันที แต่จะไปแอบตามที่มืดๆ เงียบๆ หรือวางไข่ตามแหล่งน้ำ แต่เมื่อใดที่ยุงถูกรบกวนในขณะที่ดูดเลือด ยุงจะบินกลับมาดูดเลือดใหม่ โดยไม่พ่นเลือดที่เพิ่งดูดซึ่งอยู่ในท้องกลับออกมา เพราะระบบท่อทั้งสองของยุงทำหน้าที่ต่างกัน ดังนั้น จึงไม่มีทางที่เราจะได้รับเชื้อเอชไอวีจากเลือดที่อยู่ในตัวยุง
เพราะเมื่อยุงถอนปากออกจากผิวหนังบริเวณที่ดูดเลือด ผิวด้านนอกของปากยุงจะผ่านชั้นเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน และผิวหนังชั้นนอกของคนซึ่งเป็นชั้นที่ไม่ไวต่อการติดเชื้อเอชไอวี ทำให้เลือดที่ติดอยู่ที่ผิวด้านนอกของปากยุงถูกปาดออกไป ไม่เหลือเลือดติดอยู่หรือเหลือเลือดติดอยู่ปริมาณน้อยมาก จนไม่มีไวรัสหลงเหลืออยู่ในเลือดนั้น หรือมีไวรัสหลงเหลืออยู่แต่ไม่เพียงพอที่จะก่อให้เกิดโรคได้ และจะเริ่มสูญเสียความสามารถในการก่อโรคหรือมีปริมาณลดลงทันทีเมื่อเลือด บริเวณปากของยุงเริ่มแห้ง
จากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน ยังไม่มีรายงานว่าเชื้อเอชไอวีสามารถแพร่จากผู้ติดเชื้อไปยังคนอื่นได้โดย ยุง เพราะเชื้อเอชไอวีไม่สามารถเข้าไปอาศัยและแบ่งตัวเพิ่มจำนวนในเซลล์ของยุง เชื้อเอชไอวีจะเข้าไปในเซลล์ใดเซลล์หนึ่งได้ก็ต่อเมื่อเซลล์นั้นมีโปรตีน 2 ชนิดที่อยู่บนบริเวณผิวหนังและโปรตีนดังกล่าวต้องอยู่ใกล้ๆ กัน ซึ่งเซลล์ลักษณะแบบนี้จะพบได้แต่ในคนไม่พบในยุง จึงเป็นผลที่ว่าเชื้อเอชไอวีจะไม่สามารถเข้าไปเพิ่มจำนวนในเซลล์ของยุง เมื่อยุงไปกัดผู้ติดเชื้อและยุงได้รับเชื้อที่มีเอชไอวีเข้าไป ยุงจะเริ่มย่อยเลือดทันทีทำให้เชื้อเอชไอวีในตัวยุงถูกกำจัดออกไปหมดอย่าง รวดเร็ว
สรุปแล้วว่า ยุงนั้นไม่ใช่พาหะนำเชื้อเอชไอวีมาสู่คนแน่นอน แต่จะนำพาเอาเชื้อโรคติดต่ออื่นๆ เช่น ไข้เลือดออก โรคชิคุนกุนยา ไข้มาเลเรีย หรือไข้สมองอักเสบ มาแทน ซึ่งโรคดังกล่าวนั้นอาจทำให้เราเจ็บป่วยและถึงแก่ความตายในอัตราที่สูงกว่า เอดส์ค่ะ
จากคุณ |
:
papafun
|
เขียนเมื่อ |
:
25 ม.ค. 53 10:14:24
|
|
|
|