 |
วันนี้กับระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมา และหนูน้อยซาดาโกะ
|
|
วันนี้ 6 สิงหาคม 2553 เมื่อ 65 ปีที่แล้ววันนี้ถือเป็นวันสำคัญที่ถูกบันถึกในประวัติศาสตร์โลก .. การยุติสงครามโลก
'' ระเบิด ปล่อยอานุภาพทำลายล้างออกมาทีละขั้น ประกายไฟที่ออกมาจากลูกไฟยักษ์ที่กว้างถึง 300 เมตร ทำให้อุณหภูมิที่อยู่ด้านล่างลูกไฟนั้นสูงถึง 4,000 องศาเซลเซียส รังสีความร้อนหลอมละลายทุกอย่างที่อยู่ในที่โล่งถ้าไม่ระเหยกลายเป็นไอ ก็กลายเป็นเถ้าถ่านไปในทันที ปฏิบัติการของทหารอเมริกันครั้งนั้นคร่าชีวิตคนไปราว 200,000 คน และเป็นการยุติสงครามโดยสิ้นเชิง ''
กับเรื่องราวขอหนูน้อยซาดาโกะ
ซาดาโกะ ซาซากิ Sadako Sasaki เกิดเมื่อ 7มกราคมปี 1943 เมื่อครั้งที่ระเบิดปรมาณูลงเธอมีอายุสองขวบ บ้านของเธออยู่ใกล้กับสะพานมิซาซ่าในตัวเมืองฮิโรชิม่าห่างจากจุดที่ระเบิด เพียงกิโลเมตรกว่าๆ
เธอคือหนึ่งในเหยื่อที่รอดชีวิตในวันนั้นเพราะ หลังการระเบิดแม่ของเธอได้หอบหิ้วเธอและพี่ชายหนีความร้อนของไฟไหม้เมืองลง ไปหลบในแม่น้ำโอโต แต่เธอก็ไม่รอดพ้นจากฝนดำของฝุ่นรังสีที่ตกลงมาหลังการระเบิด
แม้ เธอจะเด็กกว่าที่จะจำความโหดร้ายนั้นได้แต่เธอก็ยังไปร่วมงานสันติภาพกับ ครอบครัวทุกปีเพราะยายของเธอก็เป็นหนึ่งในผู้เสียชีวิตวันนั้นด้วย เธอยังจำภาพของผู้คนที่ถือดวงโคมสีแดงลงไปในแม่น้ำเพื่อเป็นตัวแทนของผู้ เสียชีวิตในวันนั้น
ภาพของเงาสะท้อนของโคมไฟในน้ำคือตัวแทนของวิ ญญานคนที่ตายไปจากระเบิด
หลังจากนั้นเธอก็ใช้ชีวิตตามประสาเด็กหญิงญี่ปุ่นใน ยุคหลังสงครามได้เรียนหนังสือเธอเข็งแรงตามปกติของเด็กทั่วไปและเป็นนักวิ่ง ของทีมโรงเรียนจนอายุได้สิบเอ็ดปี
ในเดือนมกราคมปี 1955 หลังจากที่เธอซ้อมวิ่งแข่งซาดาโกะก็หมดสติไป เธอก็ล้มป่วยลงด้วยโรคลูคีเมียที่เกิดจากพิษของรังสี เธอได้เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลในปีนั้นเองและเป็นปีที่มีค่าที่สุดของคน ทั้งโลกที่ได้รับรู้ในการสู้กับชีวิตของซาดาโกะ
ซาดาโกะต้องหยุด เรียนหนังสือ ต้องเลิกเป็นนักวิ่งแข่งที่ตัวเองรัก แต่เธอก็ไม่ยอมแพ้ต่อโรคร้ายเพราะเธอหวังว่าเธอจะต้องหายจากโรคนี้สักวัน หนึ่ง
เธออยู่ในโรงพยาบาลจนถึงเดือนสิงหาคม ชิสุโกะเพื่อสนิทของเธอได้มาเยี่ยมที่โรงพยาบาลตามปกติ และวันนั้นชิสุโกะได้เอาแผ่นกระดาษสีทองมาแผ่นหนึ่งและพับเป็นนกกระเรียน
ซึ่ง ตอนแรกซาดาโกะเองก็ไม่รู้ความหมายของนกตัวนั้น ชิสุโกะจึงได้เล่าถึงนกกระเรียนอธิฐานให้ซาดาโกะฟังถึงเรื่องของนกกระเรียน ที่หวังจะมีชีวิตถึงพันปีความเชื่อว่าถ้าใครพับนกกระเรียนกระดาษได้ครบพัน ตัวจะสมหวังในคำอธิฐานนั้น
ซาดาโกะที่ทนทุกข์ทรมาณด้วยโรคลูคีเมีย มากว่าครึ่งปีจึงเริ่มพับนกกระเรียนกระดาษเพื่ออธิฐานให้ตัวเองหายจากโรค ร้ายที่กัดกินชีวิตตามที่ชิสุโกะเล่าและได้พับนกกระเรียนสีทองตัวแรกมาให้ เธอ
เธอใช้แรงที่พอจะมีเหลืออยู่บ้างระหว่างการรักษาตัว พับนกไปเรื่อยๆ มากบ้างน้อยบ้างตามที่ซาดาโกะเองจะมีกำลังพับ ชิสุโกะเพื่อนของเธอก็ได้นำเอากระดาษจากโรงเรียนมาให้ซาดาโกะทุกวันจนไม่มี กระดาษเหลืออีกแล้วด้วยสภาพของสงครามที่หากระดาษยากแม้แต่ในโรงเรียน
เธอ ได้รวบรวมแรงที่พอจะมีอยู่สู้กับความเจ็บปวดของร่างกายออกเดินหากระดาษภายใน โรงพยาบาล ไม่ว่าจะเป็นกระดาษที่ห่อยา หรือกระดาษที่ทิ้งแล้ว รวมถึงกระดาษการ์ดอวยพรของญาติคนไข้คนอื่น
ซาดาโกะเองรวบรวมกำลัง ออกไปเดินไปขอกระดาษตามห้องคนไข้มาพับนกให้ครบพันตัวเพื่อให้คำอธิฐานของเธอ เป็นจริง
จากคำบอกเล่าของแม่และเพื่อนของเธอว่าขณะที่ซาดาโกะ พับนกกระเรียนนั้นเธอตั้งใจบรรจงพับอย่างสุดใจ และแววตาที่เปี่ยมความหวังของเธอเป็นประกายที่จะสู้กับโรคร้าย แม่ของซาดาโกะบอกให้เธอพักผ่อนบ้างเธอก็ได้แต่บอกว่า ไม่เป็นไรหรอก นี่คือความหวัง หนูยังมีแรงอยู่
ระหว่างที่ซาดาโกะเดินออกไป หากระดาษมาเพิ่มเธอได้พบว่ามีเด็กหลายคนที่ป่วยเหมือนกับเธอแบบไม่แตกต่าง เธอได้ให้กำลังใจกับเด็กเหล่านั้นให้พับนกกระเรียนอธิฐานเหมือนเธอ แต่เด็กชายคนหนึ่งที่อาการหนักมากแล้วได้ตอบเธอว่า ไม่มีปฎิหารหรอก พระเจ้าองค์ไหนก็ช่วยเขาไม่ได้ เขาพร้อมแล้วที่จะตาย แล้วเด็กคนนั้นก็ตายในคืนนั้นเอง
ซาดาโกะได้เขียนจดหมายถึงเพื่อนใน ชั้นเรียนได้เล่าเรื่องราวต่างๆและความคิดเรื่องนกกระเรียนพันตัว เรื่องของวันรำลึกถึงสันติภาพที่เธอได้เห็นมาตั้งแต่เด็กและเรื่องของความ หวังที่จะหายจากโรคลูคีเมีย
เธอได้ต่อสู้กับความเจ็บปวดของโรคลูคีเมียพับนกได้จน ถึงกลางเดือนสิงหาคมนั่นเองขาของเธอก็เจ็บบวมและเขียวคล้ำจนเธอลุกออกจาก เตียงไปหากระดาษมาเพิ่มอีกไม่ได้
ในวันนั้นแม่ของเธอได้นำเอาข้าวมา ให้เธอกินและได้ปลอบใจให้เธอได้กินอาหารบ้างจะได้มีแรงสู้กับความเจ็บปวด เธอได้ขอให้เอาข้าวใส่ในน้ำชาให้เธอกินและบอกว่า นั่นอร่อยดีแล้ว และคำนี้คือคำพูดสุดท้ายของซาดาโกะ
ในวันที่ 25สิงหาคมเธอก็จากไปจากโรคลูคีเมียที่กัดกินชีวิตของเธอไปเหมือนกับเหยื่อ รายอื่นๆของเด็กเมืองฮิโรชิม่าที่โดนพิษของรังสีจากระเบิดปรมาณูลูกนั้น
เธอ พับนกได้เพียง 654ตัว เพื่อนของเธอที่โรงเรียนจึงได้ช่วยกันพับนกให้ครบพันตัวและใส่ลงในโลงศพของ เธอเพื่อฝังไปพร้อมกับความหวังสุดท้ายของซาดาโกะ
หลังจากการตายของซาดาโกะเพื่อนนักเรียนในโรงเรียนของ เธอได้รวบรวมจดหมายและเรื่องราวของเธอออกตีพิมพ์เพื่อหาทุนสร้างอนุสาวรีย์ ให้เธอเพื่อเป็นอนุสรณ์ของเด็กๆทั้งหลายที่ต้องตายไปจากที่เป็นเหยื่อ จากรังสีร้ายที่ยังคงอยู่ในเมืองฮิโรชิม่า
หลังจากหนังสือได้ตี พิมพ์ออกไปและมีการแปลออกเป็นภาษาต่างๆทำให้ได้รับความช่วยเหลือจากเด็กนัก เรียนของโรงเรียนทั่วโลก 3100แห่งที่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้
ทุนก่อ สร้างอนุสาวรีย์ให้ซาดาโกะหลั่งไหลมาจากทั่วโลกทำให้ในอีกสามปีต่อมาเพื่อน นักเรียนโรงเรียนของเธอก็ได้ทุนพอที่จะสร้างอนุสาวรีย์บรอนซ์สูงเก้าเมตร เป็นรูปซาดาโกะยืนถือยกกระเรียนกระดาษได้ตามที่หวัง
อนุสาวรีย์ของซาดาโกะก่อสร้างที่อนุสรณ์สถานฮิโรชิ ม่าระหว่างทางเดินของอะตอมมิกโดมไปยังพิพิธภัณฑ์สันติภาพฮิโรชิม่า ที่ฐานของอนุสาวรีย์ได้เขียนว่า
"นี่คือการร้องไห้ของเรา นี่คือผู้อธิฐานของเรา สันติภาพในโลก"
"This is our cry. This is our prayer. Peace in the world"
หลังจากนั้นซาดาโกะกลายเป็นสัญญาลักษ์ของการต่อต้าน สงครามนิวเคลียร์ และเรียกร้องสันติภาพไปทั่วโลก ความเข้มแข็งไม่ยอมแพ้ต่อโรคร้ายและการต่อสู้ชีวิตของซาดาโกะกลายเป็นแบบ อย่างของเด็กผู้หญิงทั้งญี่ปุ่น เรื่องของเธอถูกเล่าขานในวันที่รำลึกถึงระเบิดนิวเคลียร์ลูกแรกที่ฮิโรชิม่า ทุกปี และได้ตีพิมพ์ออกไปหลายภาษาทั่วโลก
ในทุกปีจะมีเด็กจากทั่ว โลกพับนกกระเรียนมาให้เธอนับล้านตัว ซาดาโกะกลายเป็นตำนานของการสู้ชีวิตและเด็กที่เป็นเหยี่อของสงครามในครั้ง นั้น แม้ว่านกกระเรียนเหล่านี้จะคืนชีวิตให้ซาดาโกะไม่ได้แต่ทุกคนก็หวังว่าถ้า สักวันหนึ่งสันติภาพจะเกิดขึ้นในโลกจากนกกระเรียนเหล่านี้
ในวันที่ 6สิงหาของทุกปีได้ถูกยกขึ้นมาเป็นวันสันติภาพของโลก และเรื่องของซาดาโกะก็ไม่เคยลืมเลือนไปจากใจของคนทั้งโลกที่เรียกร้อง สันติภาพจนทุกวันนี้
"ฉันจะเขียนคำว่าสันติภาพบนปีกของเจ้า เพื่อที่เจ้าจะได้บินไปทั่วทั้งโลก" ซาดาโกะ ซาซากิ
I will write peace on your wings and you will fly over the world
Sadako Sasaki
จากหนังสือ Peace on your wings
จากคุณ |
:
รอยรักบนรอยทราย
|
เขียนเมื่อ |
:
6 ส.ค. 53 21:19:53
|
|
|
|  |