 |
ความคิดเห็นที่ 105 |
ผลการเสนอรายงานความพร้อมของการมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศไทยต่อ IAEA ครับ http://www.nppdo.go.th/node/1906
----------------------
ชี้ไทยพร้อมผุดโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ ไอเออีเอ ตอบรับพร้อมดัน/มั่นใจศักยภาพเหนือเวียดนาม-อินโดฯ
ไอเออีเอ มั่นใจไทยมีความพร้อมสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์เหนือเวียดนามและ อินโดนีเซีย แต่ยังติดปัญหามวลชนที่ต้องเร่งเคลียร์เตรียมเดินทางมา พ.ย. นี้ ช่วยปรับปรุงรายงาน ก่อนส่งให้ ครม.พิจารณาตัดสินใจเดินหน้าหรือไม่ สนพ.เผยหากรัฐบาลไม่เอา เตรียม 2 แผนสำรองให้เลือก ไม่พ้นใช้ก๊าชแอลเอ็นจีราคาแพงกับถ่านหินเพิ่ม นาย ชวลิต พิชาลัย รองผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ในฐานะรองผู้อำนวยการสำนักพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ (สพน.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการเตรียมความพร้อมการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ว่า หลังจากที่ สพน. ได้เสนอรายงานด้านความพร้อมของประเทศไทยในการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ กับทางสำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (ไอเออีเอ) ไปเมื่อเดือนกรกฎาคม 2553 ที่ผ่านมา เพื่อประเมินความพร้อมใน 19 ด้าน ที่เกี่ยวข้องกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ไม่ว่าจะเป็นด้านกฏหมาย บุคลากร การดูแลความปลอดภัยด้านสิ่งแวดล้อม พื้นที่ก่อสร้าง การเก็บสารกัมมันตรังสี เป็นต้น โดยล่าสุดทางไอเออีเอ ได้ตอบกลับมาในช่วงแรกแล้วว่า ประเทศไทยมีความเหมาะสมในการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เนื่องจากกฏหมายที่ออกมากำกับในด้านต่างๆ มีความพร้อมเพียงพอ และมีมาตรฐานการดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชนได้เพียงพอ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจวัดและจัดเก็บสารกัมมันตรังสี ซึ่งมีความพร้อมเหนือกว่าประเทศเวียดนามและอินโดนีเซีย ที่มีแผนกำลังสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อยู่ในขณะนี้ แต่ทางไอเออีเอ ได้มีคำแนะนำให้รัฐบาลเร่งสร้างความเข้าใจกับประชาชนมากขึ้น เพื่อให้โครงการเดินหน้าต่อไปได้ สำหรับการดำเนินงานต่อไปนั้น ทาง สพน. จะนำข้อเสนอจากไอเออีเอมาปรับปรุง เพื่อสรุปเป็นภาพรวมทางด้านต่างๆ โดยจะมีเจ้าหน้าที่จากไอเออีเอเดินทางมาช่วยดูอีกครั้งในเดือนพฤศจิกายนนี้ ก่อนที่จะให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) และคณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นชอบว่าจะเดินหน้าโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้า นิวเคลียร์ต่อไปหรือไม่เป็นช่วงต้นปีหน้า ส่วนพื้นที่ของโรงไฟฟ้านั้น จากผลการศึกษาที่ผ่านมา ได้สรุปแล้วจำนวน 5 แห่ง ได้แก่ จังหวัดนครสวรรค์ ชุมพร นครศรีธรรมราช และอยู่ในจังหวัดสุราษฎรธานี 2 แห่ง แต่ระหว่างนี้จะทำการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อสรุปพื้นที่ก่อสร้างให้เหลือ 2 แห่ง เพื่อรายงานให้ กพช. และ ครม. รับทราบช่วงต้นปีหน้า
นาย วีระพล จิระประดิษฐกุล ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยว่า หากทางคณะรัฐมนตรีไม่เห็นด้วยกับการที่จะให้ประเทศไทยมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ทาง กพช. ก็ได้มอบหมายให้กระทรวงพลังงานไปจัดทำแผนสำรอง เพื่อรองรับกับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าหรือพีดีพี 2010 (2553-2573) ซึ่งเป็นแผนหลัก กำหนดให้มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จำนวน 5 โรง ขนาดกำลังผลิตโรงละ 1,000 เมกะวัตต์ โดยเครื่องแรกจะจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบในปี 2563 ส่วนเครื่องที่ 2, 3 ,4 และ 5 จะเข้าระบบในปี 2564 ปี 2567 ปี 2568 และปี 2571 ตามลำดับ โดยแผนสำรองที่ 1 จะเป็นการเลื่อนการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ออกไปอีก 2 ปี จากเดิมเข้าระบบในปี 2563 เป็นในปี 2565 แทน ส่วนเครื่องที่ 2, 3, 4 และ5 จะเข้าระบบในปี 2566 ปี 2569 ปี 2570 และปี 2573 ตามลำดับ ซึ่งผลการเลื่อนนี้ จะมีโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าชธรรมชาติของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้แก่ โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ ชุดที่ 2 และโรงไฟฟ้าพระนครใต้ ชุดที่ 4 เข้าระบบแทน ซึ่งโรงไฟฟ้าทั้ง 2 แห่งนี้ จะก่อสร้างให้สถานที่เดิมอยู่ในปัจจุบันนี้ โดยจะทำให้กำลังการผลิตรวมเมื่อสิ้นปี 2573 ยังคงเท่ากับแผนพีดีพี 2010 ที่ 65,547 เมกะวัตต์ ส่วนแผนสำรองที่ 2 กรณีที่ไม่มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ จะมีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม ขนาด 800 เมกะวัตต์ ที่ใช้ก๊าชแอลเอ็นจีนำเข้าต่างประเทศ ก่อสร้างในพื้นที่เก่าของโรงไฟฟ้าที่หมดอายุ ซึ่งจะส่งผลให้มีโรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้นมาอีก 1 โรง รวมเป็น 14 โรงไ จากแผนพีดีพีหลัก กำหนดให้มีเพียง 13 โรง รวมถึงการก่อสร้างโรงไฟฟ้ากังหันแก๊สขนาด 250 เมกะวัตต์ เพิ่มขึ้น 5 โรง จากแผนหลักไม่มีการกำหนดไว้ โดยจะส่งผลให้สัดส่วนการใช้ก๊าชเพิ่มขึ้น จากแผนพีดีพีหลักที่กำหนดไว้ 39% ในปี 2573 เพิ่มเป็น 43% นอกจากนี้จะมีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินสะอาด ขนาดกำลังผลิต 800 เมกะวัตต์ เพิ่มขึ้นมาอีก 4 โรง รวมเป็น 13 โรง จากแผนพีดีพีหลัก กำหนดไว้เพียง 9 โรงเท่านั้น ซึ่งจะทำให้สัดส่วนการใช้ถ่านหินผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจากแผนพีดีพีหลักกำหนด ไว้เพียง 21% เมื่อสิ้นปี 2573 เพิ่มเป็น 28% โดยจะทำให้กำลังการผลิตรวมเมื่อถึงสิ้นปี 2573 อยู่ที่ 65,617 เมกะวัตต์ อย่างไรก็ตามกรณีที่ไม่มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เกิดขี้น จะไม่มีการนำพลังงานทดแทนเข้ามาอยู่ในแผนสำรอง เนื่องจากการนำพลังงานหมุนเวียน เช่น การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ที่มีการเสนอขายไฟฟ้ามาจำนวนมาก จะพึ่งได้เฉพาะช่วงเวลากลางวันและราคาแพง และหากนำเข้ามาบรรจุอยู่อาจจะต้องสร้างทดแทนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในปริมาณที่ มากกว่า 6-7 เท่า เมื่อเทียบกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าฐานมีความมั่นคง ราคาไม่แพง
ที่มา : ฐานเศรษฐกิจ ราย 3 วัน วันที่ 5 กันยายน 2553
จากคุณ |
:
ชีริว
|
เขียนเมื่อ |
:
23 ก.ย. 53 09:43:25
|
|
|
|
 |