 |
การขลิป แหล่งอ้างอิงที่เก่าสุดเห็นในพระคัมภีร์ในศาสนา ยูดาย, คริสต์(พันธสัญญาเก่า), อิสลาม ถ้าอ่านเนื้อเรื่องโดยรอบๆ วัตถุประสงค์ของการขลิป เป็นข้อแลกเปลี่ยนระหว่างทูตสวรรค์ กับ อับราฮัม อับราฮัมในตอนแรกนั้น มีปัญหาเรื่องการมีลูก ทำให้ยังไม่มีทายาท และทำยังไงก็ยังไม่มี ทูตสวรรค์เสนอว่า ถ้าทำพันธสัญญากับพระเจ้า (นับรีตถือพระเจ้าองค์นี้) อับราฮัมจะมีทายาทมากมาย และเป็นบิดาของประชาชาติมากมาย โดยการทำพันธสัญญาคือ ต้องเข้าพิธีสุหนัด และทายาทชายทุกคน ก็ต้องเข้าพิธีสุหนัด เรื่อยไป ;
ความหมายนั้นตรงตัว พันธสัญญา เป็นสิ่งที่ใช้บังคับ/รับประกัน ว่ายอมภักดีตลอดไป แต่ไม่ได้เขียนออกมาตรงขนาดนั้น เพราะผลที่ได้มาเป็นความภักดีแม้ไม่ต้องบอก ก็เป็นสิ่งที่เกิดอัติโนมัติอยู่แล้ว
ทำไมถึงสรุปอย่างนั้น ก็เหมือนกับคนที่ขลิป แม้จะด้วยจากผลวิจัยหรือค่านิยมของแพทย์ในยุคปัจจุบันบางแห่ง เขาก็จะรักษาจุดยืนของตัวเองเต็มที่ ว่าขลิปนี้ดีและชวนให้คนอื่นๆขลิปตามอย่างตน
ถ้ามีใครจะพยายามชี้แจงว่าไม่ใช่สิ่งจำเป็น ถ้าไม่ได้มีปัญหาหนังหุ้มไม่เปิด ก็จะเจอกับการชักแม้น้ำทั้งห้า และ self-defensive หลายอย่าง จากฝ่ายชวนขลิป (แม้เขาจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม)
นี้ก็เป็นตัวอย่างการภักดีด้วยกลไกการขลิปแบบหนึ่ง ที่เห็นได้ในปัจจุบัน เพราะอวัยวะนั้นเป็นสิ่งที่รวม ego เกือบทั้งหมดเอาไว้ การที่ยอมเจ็บตัวขนาดนั้น จัดเป็นการลงทุนจาก ego ค่อนข้างสูง และต้อง defense เต็มที่ถ้ามีใครมาทำให้ ego สั่นคลอน ด้วยการบอกว่าที่เขาทุ่มทุนไปนั้น ไม่มีค่าในสายตาคนนอกบางคน และถึงแม้จะไม่ได้เต็มใจทำ แต่เมื่อทำไปแล้วมันก็ติดตัวไปตลอด ดังนั้นกลไกทาง self-defensive ก็ยังเกิดอยู่ดี (และโดยปกติจะขยายวงเป็นการ defense ต้นเหตุความเชื่อที่นำไปสู่การขลิปอีกทอดนึงด้วย ถ้าโดนครอบงำความเชื่อนั้นต่อไปอีกซักระยะเวลาหนึ่ง)
กลไกนี้ ยังเป็นจริงกับผู้หญิงด้วย พิธีสุหนัดหญิง (ซึ่งจริงๆไม่ปรากฏในคัมภีร์) ก็เพื่อให้หญิงนั้นภักดีในการปกครองภายในครอบครัว หรือลัทธิความเชื่อของท้องที่นั้นๆ ไม่ออกไปเป็นอื่นอีก ซึ่งก็ดูจะได้ผล (ผู้หญิงที่เคยผ่านพิธีนี้มาแล้ว ก็พร้อมจะช่วยให้ ญ คนอื่นๆต่อไปทำพิธี โดยเป็นผู้ช่วยหรือแม้แต่ผู้ลงมีด โดยไม่ได้แสดงการต่อต้าน)
; ; ซึ่งตรงข้าม กับคตินิยมในทวีปอินเดีย (ศาสนาพราหมณ์ ฮินดู พุทธ) ที่อธิบายลักษณะมหาบุรุษ ข้อที่ 10 ไว้คือ มีพระคุยหะเร้นอยู่ในฝัก (พระคุยหะ = อวัยวะที่ลับ) ; ;
ประโยชน์ในการป้องกันโรคติดต่อทางเพศ ดูเหมือนเป็นการยกประโยชน์จากวิธีแก้ปัญหาตรงปลายเหตุ เพราะถ้า ดูแลความสะอาดตามปกติ และดำรงตนอยู่ในศีลธรรมไม่นอกใจ มีการวางแผนครอบครัวและตรวจเลือด/โรคแต่ง ไม่สำส่อนทั้งก่อนแต่งหรือหลังแต่ง ทั้งฝ่ายหญิงและชาย โรคติดต่อก็ไม่มีทางเข้ามาได้ (แต่ประเพณี Free sex ที่กระจายไปทั่วโลกรวมถึงไทยนี่ ก็ทำลายกลไกการป้องกันนี้ไปซะแล้ว แต่คนที่ยังยึดมั่นในประเพณีเดิมก็สามารถคัดกรองคนได้ ด้วยระยะเวลาคบหาและสติปัญญาในการพิจารณา)
EDIT เรื่องอื่นๆที่มีความเกี่ยวข้องกัน อาจจะพอเคยผ่านตามาบ้างจากนิทานอีสปเรื่อง จิ้งจอกหางด้วน
ปล. ผมไม่มีเจตนากล่าวว่าคนที่ขลิปไปแล้วเพราะพวกเขาก็ไม่ได้ทำผิดอะไร เป็นสิทธิ์ส่วนบุคคลของเขาจริงๆ ผมแค่ชี้แจงกลไกและที่มาที่ไปของการขลิป และพฤติกรรมของคนนิยมขลิปเท่านั้น
แก้ไขเมื่อ 31 ธ.ค. 53 10:28:24
แก้ไขเมื่อ 31 ธ.ค. 53 10:25:23
จากคุณ |
:
Detonator_Pao_
|
เขียนเมื่อ |
:
วันสิ้นปี 53 10:16:33
|
|
|
|
 |