Pantip-Cafe | Pantip-TechExchange | PantipMarket.com | Chat | PanTown.com | BlogGang.com  


 
หรือว่า ดร.NASA ของเราจะหลงเชื่อวิทยาศาสตร์เทียมไปด้วย? ติดต่อทีมงาน

เมื่อคืนได้ดูเรื่องที่ดร.ก้องภพ บรรยายเกี่ยวกับอุบัติภัยธรรมชาติ ที่อาจเกิดจากสถาพแวดล้อมนอกโลก แล้วก็สงสัย เพราะดูมันไม่น่าเชื่อ(ผมว่าหลายคนก็คงคิดเหมือนผม) แถมตัวดร.เองก็บอกว่าหากมีข้อสงสัย อะไรยังไงก็ถามได้ตลอด แต่ว่าเราไม่ได้ไปนั่งฟังนิ ก็เลยไปสืบค้นหาข้อมูลตามที่ดร. เค้าบรรยาย มาดูกันว่าเป็นยังไง

ที่ผมดูครั้งแรกเลยเป็นการบรรยายของดร.ที่ ม.ปุทมวัน แต่พอมาวันนี้หาในเน็ตก็หาclip การบรรยายนั่นไม่เจอ เจอแต่การบรรยายที่กฝผ. เปิดดูก็เห็นว่าเนื้อหาเหมือนกัน ก็เลยเปิดคลิปไป หาข้อมูลตามไป เฉพาะที่สงสัย

ตอนแรกๆของการบรรยายเลย ดร.กล่าวถึงนักวิทยาศาสตร์ชาวรัสเซียชื่อ Alexey N. DMITRIEV ที่ตีพิมพ์บทความเรื่อง ความผิดปกติของ Bow shock ปี 1997 ผมก็เลยเสิร์ชในกูเกิลดูจึงพบกันเวปของนักวิทย์รัสเซียคนนี้ Alexey N. DMITRIEV จึงรู้ว่าดร.ก็อ้างอิงเนื้อหาที่เค้าพูดส่วนนึงมาจากในนี้นั้นเอง เพราะมีหัวข้อที่เหมือนกันเลย คือ เรื่องDark spot on luto, auroras in saturn, uranus and neptune polar shift ฯลฯ ผมก็เลยเริ่มหาข้อมูลจากตรงนี้

เค้าบอกว่ามีหลักฐานที่บอกว่าเรากำลังเห็นการเปลี่ยนแปลงเนื่องจากมีพลังงานเข้ามาสู่ระบบสุริยะของเรามากขึ้น มีหลักฐานให้เห็นดังนี้

1.Growth of dark spot on pluto มีจุดดำเกิดขึ้นที่ดาวพลูโต
http://hubblesite.org/newscenter/archive/releases/2010/06/image/e/
มีหลักฐานว่ามีจุดดำเกิดขึ้นที่ดาวพลูโตจริง ในลิงค์มีรายละเอียดของรูปทั้งข้อมูลใหม่ และเก่า (ข้อมูลส่วนมากที่อยู่ในเวปของนักวิทย์รัสเซีย เป็นข้อมูลเก่า อยู่ในช่วง 1980-1995)
หลักฐานระบุว่าจุดดำนั้นเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า ดาวพลูโตมีชั้นบรรยากาศที่มีพลวัติ (มีการเคลื่อนไหวน่ะแหละ)

2.Aurorae in Saturn (ในเวปบอกปี 1955 แต่จริงๆแล้วน่าจะเป็น 1995 มากกว่า)
http://www2.jpl.nasa.gov/saturn/hst20.html
เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่าดาวเสาร์มีสนามแม่เหล็ก 0.2 gauss(เทียบกับโลก 0.3 gauss) ดังนั้นการมีออโรร่าหรือแสงเหนือนั้นก็ไม่แปลกเลย หากดาวเคราะห์ดวงใดมีสนามแม่เหล็กก็จะเกิดออโรร่าได้ทั้งนั้น อย่างเช่น ดาวอังคาร ดาวพฤหัส ไอโอ ยูโรปา แกนิมีด ก็ล้วนแต่มีออโรร่าทั้งนั้น และที่สำคัญโลกเองก็มีออโรร่าอยู่เป็นประจำ

Uranus and Neptune polar shift,uranus magnetosphere intensity increase.
http://en.wikipedia.org/wiki/Uranus#Magnetic_field  <---Uranus
http://www.solarviews.com/eng/neptune.htm <---Neptune
ทั้ง uranus และ neptune ต่างก็มีการหมุนรอบตัวเองในมุมแปลกๆอยู่แล้ว จึงไม่น่าสงสัยที่สนามแม่เหล็กของมันเกิดทำมุมตามแกนหมุนของมันไปด้วย ดังนั้นเรื่อง Pole Shift จึงไม่น่าแปลกใจอะไร
สนามแม่เหล็ก ของ uranus เอียงไป 59องศา Neptune 47องศา ขณะที่โลกเองก็เอียงอยู่ 12องศา
ด้วยเหตุที่ขั้วแมเหล็กของดาวทั้งสองไม่ได้ตรงกับแกนการหมุนของมันตรงๆ (รูปซ้าย) ความเข้มของสนามแม่เหล็กของมันก็ย่อมเปลี่ยนแปลงไปด้วยตามตำแหน่งบนดาวนั้น ซึ่งอาจจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้มากถึง 5-10เท่า
ไม่พบบทความใดที่พูดถึงการเพิ่มขึ้นของสนามแม่เหล็ก Uranus
   
             
3.Spot on Neptune and light intersity of neptune
http://www.solarviews.com/eng/neptune.htm
จุดดำที่เห็นบน Neptune นั้นก็คือพายุนั้นเอง เป็นพายุขนาดใหญ่ที่ล้อมรอบด้วยเมฆมีเทนสีขาว
เมฆมีเทนนั้นส่วนมากจะเกาะอยู่ติดกับพายุที่เห็นเป็นสีดำ และมันก็เปลี่ยนแปลงรูปร่างไปเรื่อยๆ หายไปบ้าง เพิ่มขึ้นบ้าง (ก็มันเป็นเมฆอ่ะ) แสดงให้เห็นว่า Neptune มีสภาพอากาศที่รุนแรงมาก (พายุนั้นขนาดเท่าโลกเลยนะ)

4.ชั้นบรรยากาศบนดาวอังคารมีการเปลี่ยนแปลงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเพิ่มขึ้นของชั้นโอโซน ทำให้ดาวเทียม Mars Surveyor มีปัญหาในการทำงาน เนื่องจาก แผงSolar cell เสียหายเพราะชั้นบรรยากาศหนาแน่นกว่าที่NASAคาดไว้
ผมไปหาข้อมูลเพิ่มเติมมาก็พบว่า Mars surveyor ที่พูดถึงก็คือ โครงการของ NASA ชื่อ Mars Global Surveyor นั้นเอง
http://nssdc.gsfc.nasa.gov/nmc/masterCatalog.do?sc=1996-062A
จากบันทึกการทำงานของโครงการพบว่า แผง Solar Cell มีการเสียหายจนต้องสั่งระงับการทำงานชั่วคราว เพื่อประเมินว่าจะเสี่ยงปฎิบัติภารกิจต่อไปหรือไม่ แต่! ไม่ได้เกิดจากชั้นบรรยากาศมันหนากว่าที่คาดไว้แต่อย่างใด เป็นเพราะว่า แผง Solar cell มันเสียหายตั้งแต่ตอนปล่อยจรวดแล้วต่างหากละ ภารกิจก็ทำต่อไปได้โดยสั่งให้มันวิ่งช้าลงนิดนึงเท่านั้นเอง(เป็นขั้นตอนการทำ  Aero Braking เป็นการใช้การเสียดสีของชั้นบรรยากาศของดาวอังคารเป็นตัวชะลอความเร็วของดาวเทียม Solar cell จะเป็นเหมือนใบพายที่ออกแรงต้าน)
ไม่พบรายงานใดๆที่บอกว่า ภารกิจต้องล่าช้าเนื่องจาก ชั้นบรรยากาศดาวอังคารหนากว่าที่คาดการณ์

5.การเพิ่มขึ้นของชั้นบรรยากาศ natrium บนดวงจันทร์ ซึ่งหนาถึง 9,000 กิโลเมตรแล้ว!
http://en.wikipedia.org/wiki/Moon
Natrium Atmosphere ที่กล่าวถึงก็คือ โซเดียมในชั้นบรรยากาศของดวงจันทร์นั้นเอง ซึ่งก็มีหลักฐานว่ามีจริง แต่ว่าดวงจันทร์มันแทบจะไม่มีชั้นบรรยากาศเลย คือเรียกว่ามีก็เหมือนไม่มี มันบางมาก ก็เลยไม่รู้เอาอะไรมาพูดว่ามีการเพิ่มขึ้นของชั้นบรรยากาศบนดวงจันทร์

6. "particularly an injection of a greater than 50 MeV dense electron sheaf into the inner magnetosphere during times of abrupt magnetic storms [CME's], and the emergence of a new belt consisting of ionic elements traditionally found in the composition of stars. " (ตัดมาบางส่วน) การที่มีอนุภาคที่มีพลังงานมากกว่า 50Mev มาอยู่ในmagnetosphere ชั้นในของโลก และการเกิดขึ้นของแถบรังสีใหม่
อันนี้น่าจะหมายถึง Van allen radiation belt  http://en.wikipedia.org/wiki/Van_Allen_radiation_belt
แถบรังสี แวน อเล็น ได้ถูกค้นพบมานานแล้ว และยังเรายังรู้อีกด้วยว่า มันมีสองแถบ แถบนอก และแถบใน
แถบใหม่ที่อ้างถึง น่าจะเป็นแถบรังสีใน เพราะว่าเป็นส่วนที่เก็บอนุภาคที่มีพลังงานสูงไว้ ไม่แปลกที่จะมีอนุภาคที่มีพลังงานมากกว่า 50Mev มาอยู่ในแถบนี้ เพราะอนุภาคที่มีพลังงานต่ำ ก็จะถูกกักไว้ในส่วนของแถบนอกอยู่แล้ว (เจาะเข้ามาไม่ถึงนั้นเอง)
แถบรังสีนี้เกิดขึ้นจากสนามแม่เหล็กของโลก และเป็นเหมือนเกราะป้องกันโลกจากอนุภาคพลังงานสูงต่างๆด้วยส่วนหนึ่ง ดาวเคราะห์ดวงอื่นๆที่มีสนามแม่เหล็ก ก็จะมีแถบรังสีแบบนี้เช่นเดียวกัน

7.ในหัวข้อ "The Appearance of New States and Activity Regimes of the Sun" หัวข้อนี้บอกเกี่ยวกับความผิดปกติต่างๆของดวงอาทิตย์หลังจาก Mauder minimum
Muader minum เป็นช่วงที่ดวงอาทิตย์มีพลังงานต่ำที่สุดเป็นเวลานานผิดปกติ ซึ่งสาเหตุไม่ทราบแน่ชัด แต่เมื่อออกจากช่วงเวลานั้นแล้ว พระอาทิตย์ก็กลับมาเข้าสู่งวงรอบดวงอาทิตย์( Solar Cycle) ปกติ ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีพลังงานจากดวงอาทิตย์เพิ่มมากขึ้นอย่างแน่นอน โดยเฉพาะช่วงเวลาที่กล่าวถึง เช่นปี 1999 เป็นช่วงเวลาของ Soalr Maximum จึงเป็นปกติที่จะมี Solar flare หรือการปลดปล่อยพลังงานออกมาเป็นจำนวนมาก

8.ในช่วงท้าย ที่เป็นการเขียนโน้ตเพิ่มเติม บอกว่ามีการเกิด Solar flare หรือการปลดปล่อยพลังงานของดวงอาทิตย์ออกมาบ่อยครั้ง และมี X-level Solar flare ซึ่งหมายถึง Solar flare ที่มีความถี่ในช่วงรังสีเอ็กซ์ ซึ่งเป็นประเภทที่มีพลังงานมากที่สุดออกมาด้วยซึ่งเป็นระดับ 9.1X Solar flare ซึ่งมันก็ไม่ใช้เรื่องแปลกหรือว่ารุนแรงเกินปกติเลย เมื่อปี 2001 ก็มี 20XSolar Flare เกิดขึ้นซึ่งหมายความว่ารุนแรงกว่า ถึงสองเท่า
http://en.wikipedia.org/wiki/Solar_flare




เฮ้อออออออออ เหนื่อย!! อันนี้พึ่งหมดจากในเวปของเจ้านักวิทยาศาสตร์รัสเซียนะนี้ สรุปว่าที่เขียนๆมานี่โต้แย้งได้หมดเลย พอเห็นหยั่งงี้แล้ว ดร.ก้องภพที่เอาเวปนี้มาเป็นตัวอย่างจะเป็นยังไงเนี้ย จะเอาอะไรมาพูดลอยๆอีกมั้ย นี้แค่พึ่งเริ่มนะ เท่าที่ดูคลิปที่ดร.บรรยาย เค้ามีส่วนที่เป็นเนื้อหาใหม่ๆที่เป็นหลักฐานได้เพิ่มเข้ามาด้วย  เอาล่ะคราวนี้มาดูการบรรยายของ ดร.ก้องภพ ต่อกัน จะเขียนออกมาเป็นข้อๆเหมือนกันนะครับ เท่าที่จับใจความได้ เพราะิ่อ่าน Slide ไม่เห็นจริงๆ

1. Sun is moving through intergalactic cloud พระอาทิตย์ (และระบบสุริยะทั้งหมด) กำลังเคลื่อนที่ผ่าน intergalactic cloud
อันนี้แน่นอนครับ แต่ว่าดร.พูดเหมือนมันพึ่งเกิดขึ้นเลย มันไม่ใช่ปรากฏการณ์ใหม่เลยครับ การที่ระบบสุริยะทั้งระบบเคลื่อนที่ผ่านอนุภาคต่างๆในอวกาศที่เรียกว่า Intergalactic cloud นั้นเป็นเพราะว่าระบบสุริยะของเราก็กำลังโคจรอยู่รอบจุดศูนย์กลางกาแลกซี่ไงครับ และในinter galactic cloud ก็ประกอบด้วยพวกอนุภาคต่างๆที่วิ่งไปมา ซึ่งส่วนมากเป็น ไฮโดรเจนและฮีเลียม


2. Pioneer anomally
อันนี้นับว่ายังเป็นปริศนาอยู่ครับ เรื่องก็คือว่าเจ้ายานอวกาศ Pioneer มันดันเดินทางออกนอกจากเส้นทางที่กำหนดไว้ โดยหาสาเหตุไม่ได้ว่าเป็นเพราะอะไรจนNASA ถึงกับตั้งหน่วยงานขึ้นมาเพื่อที่จะศึกษาเรื่องนี้มาโดยเฉพาะ เป็นเวลา 15ปีแล้ว และก็ยังไม่มีคนหาสาเหตุได้
จากการตรวจสอบบันทึกการบิน พบว่าเหมือนมีแรงอะไรบางอย่างที่ผลักเจ้ายานอวกาศนี้ออกไปเรื่อยๆ แม้จะเป็นแรงที่น้อยมากแต่คงที่ จนกว่าจะรู้อีกทีก็ลอยออกไปไกลแล้ว
แต่ถ้าจะบอกว่ามีอนุภาคพลังงานสูงมาดันเจ้ายานอวกาศนี้ให้ออกนอกเส้นทาง ก็ไม่น่าจะใช้ เพราะไม่อย่างนั้นคงหาสาเหตุได้แล้ว(บนยานอวกาศมีเครื่องตรวจจับอนุภาคพลังงานสูงอยู่ด้วย) ดังนั้นที่ดร.บอกว่ามันเกิดจากพวกอนุภาคนี้ไปดันจนออกนอกเส้นทางผมว่าอันตราย

3.Heliosphere Compression
ดร.บอกว่า อนุภาคพลังงานมันเข้ามาเยอะขึ้นจนดันให้สนามแม่เหล็กของระบบสุริยะที่ป้องกันเราอยู่มีขนาดลดลง ทำให้อนุภาคหลุดเข้ามาได้มากขึ้น
จริงๆแล้วขนาดของสนามแม่เหล็กของระบบสุริยะนั้นขึ้นอยู่กับ Solar wind ซึ่งเป็นพลังงานที่ปล่อยออกมาจากดวงอาทิตย์ ถ้าดวงอาทิตย์ activeมาก สนามแม่เหล็กที่คลุมระบบสุริยะอยู่ก็จะใหญ่ ถ้า activeน้อยก็จะเล็กลง อันนี้ Solar cycleมีผลอย่างมากและก็ไม่ได้พึ่งเกิด มันหดตัวขยายตัวอย่างนี้เป็นประจำอยู่แล้ว
Voyager พบว่า Solar wind มีความเร็วลดลง ทั้งที่NASA คาดว่าน่าจะลดลงอีกสี่ปีข้างหน้า แสดงว่าสนามแม่เหล็กที่ปกป้องระบบสุริยะอยู่นั้น โดนบีบอีัดให้เล็กลง
ดร.น่าจะอ่านมาจากข่าวนี้ครับ http://www.nasa.gov/mission_pages/voyager/voyager20101213.html
" Scientists believe Voyager 1 has not crossed the heliosheath into interstellar space. Crossing into interstellar space would mean a sudden drop in the density of hot particles and an increase in the density of cold particles. Scientists are putting the data into their models of the heliosphere's structure and should be able to better estimate when Voyager 1 will reach interstellar space. Researchers currently estimate Voyager 1 will cross that frontier in about four years."
สรุปว่าเข้าใจข่าวผิดครับ แค่เป็นความรู้ใหม่เท่านั้นเองว่าจุดนั้นในระบบสุริยะมีความเร็วของ Solar wind เป็นศูนย์ เพราะว่าเดิมคิดว่าจะเป็นศูนย์ก็ต่อเมื่อข้าม heliosheath ไปแล้ว

4. 1 Sept 2010 ไฟดับที่ Iceland ตรงกับวันที่เกิด Solar Flare พอดี
ไปเช็คข่าวดูครับ http://icelandreview.com/icelandreview/daily_news/?cat_id=16567&ew_0_a_id=371485
ปรากฏว่าดับเพราะพายุหิมะถล่ม เสาส่งไฟหัก ไฟเลยดับครับ ไม่ได้เกิดจากอนุภาคพลังงานสูงครับ
มี Solar flare จริงครับ http://www.spaceweather.com/archive.php?view=1&day=01&month=09&year=2010 แต่เกิดขึ้นในฝั่งที่หันหน้าออกจากโลกครับ ในเวปว่าอีก8วันค่อยดูใหม่ ปรากฏว่าก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นครับ

5. 14 August 2003 Boston Blackout
พายุสุริยะทำให้มีไฟดับในBoston ปี2003 มีหน้า wikiเป็นตัวเป็นตนเลยทีเดียว เรื่องใหญ่มาก http://en.wikipedia.org/wiki/Northeast_Blackout_of_2003
แต่ปรากฏว่ามีแค่คำเตือนว่าจะเกิด Solar flare แต่ยังไม่เกิดนะครับ http://www.spaceweather.com/archive.php?view=1&day=14&month=08&year=2003 แค่มีsunspot เกิดขึ้นเร็วมาก แล้วก็มีการคาดการว่าจะเกิดSolar flare M class 40%

พอดีกว่าครับ ผมดูแค่นี้แล้วก็เลิกเพราะว่าข้อมูลที่ให้มาส่วนมากไม่ถูกต้องครับ โดยเฉพาะข่าวไฟดับสองอันหลังเนี้ย ไม่ดีเลยครับ จริงๆมีอีกหลายข้อที่ยังสงสัยอยากตรวจสอบต่อ แต่ว่ายกมาแค่อันที่หาข้อมูลได้ง่ายๆ


ข้อให้ผู้อ่านมีวิจารณญาณให้การอ่านด้วยนะครับ แหล่งข้อมูลที่ผมใช้ก็มีทั่วไปตามinternet เวบของNASA ก็มีข้อมูลเยอะ แต่ถ้ากลัว NASA ปิดข่าว บิดเบือนข่าว ก็หาดูเวบอื่นมีเยอะมากเลยครับ เรื่องแบบนี้มันปิดไม่หมดหรอกครับ
ใครอ่านแล้วเกิดข้อสงสัย ทิ้งcomment ไว้ได้นะครับ

แก้ไขเมื่อ 11 ม.ค. 54 00:13:16

แก้ไขเมื่อ 09 ม.ค. 54 20:37:58

แก้ไขเมื่อ 09 ม.ค. 54 20:34:03

แก้ไขเมื่อ 09 ม.ค. 54 20:33:35

จากคุณ : elvish346
เขียนเมื่อ : 9 ม.ค. 54 20:33:03




ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏในกระทู้ที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการตั้งกระทู้และถูกส่งขึ้นกระดานข่าวโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่ง PANTIP.COM มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานทราบ เพื่อดำเนินการต่อไป



Pantip-Cafe | Pantip-TechExchange | PantipMarket.com | Chat | PanTown.com | BlogGang.com