 |
(ร่วมแชร์) แต่ถ้าอ่านแล้วงงก็อย่าไปเพ่งใส่ใจนะครับ เดี๋ยวจะมึนซะเปล่าๆ 55
สิ่งที่มีจริงตามหลักของประจักษ์เหตุผลก็คือสิ่งที่วิทยาศาสตร์สรุปได้แล้วว่ามีจริง เช่น สสารพลังงานชนิดต่างๆที่ค้นพบ ตลอดจนสสารพลังงานที่มีข้อเท็จจริงตามหลักชีวภาพเพิ่มเติมเข้ามาซึ่งก็คือสิ่งมีชีวิตต่างๆ
นอกเหนือจากสิ่งที่มีอยู่จริงข้างต้นตามหลักวิทยาศาสตร์แล้ว การพิสูจน์ว่า "สิ่งใดอื่นที่มีจริง หรือไม่มีจริง" คิดว่าควรจัดเป็น Devil's proof หมด เพราะหลักของวิทยาศาสตร์จะสรุปได้เพียงว่าสิ่งนั้นมีจริงตามหลักวิทยาศาสตร์ แต่ถ้าอยู่นอกเหนือจากนี้วิทยาศาสตร์จะชี้ได้เพียงว่า"ยังไม่ใช่สิ่งที่มีจริงตามหลักวิทยาศาสตร์" ซึ่งอาจมีจริงหรือไม่มีจริงตามหลักอื่นใดบ้างหรือไม่ ไม่ทราบได้ คงต้องว่าตามเหตุผลจากหลักอื่นๆกันไป
โดยสิ่งใดที่ยังไม่อาจสรุปความมีอยู่จริงตามหลักวิทยาศาสตร์ได้ สิ่งนั้นก็ยังไม่ถือเป็นประจักษ์เหตุผล โดยอาจเป็นไปได้ทั้ง 1. ไม่ใช่เหตุผลความจริง (เป็นสิ่งเลื่อนลอย ไม่มีจริงอย่างสิ้นเชิง) 2. เป็นจินตนาการที่ยังอยู่ภายใต้เหตุผลความจริงแต่เรายังไม่อาจเรียนรู้เข้าถึงเหตุผลความมีอยู่จริง ณ กาลเวลาสถานที่นั้นได้ 3. หรือเป็นไปตามหลักของเหตุผลต่างๆที่มีผู้ยอมรับและพยายามศึกษาในปัจจุบัน เช่น หลักตรรกะเหตุผลและคณิตศาสตร์ หลักปรัชญาเหตุผล หลักเหตุปัจจัยหรือปฏิจจสมุปบาท ฯลฯ
ข้อสรุปต่างๆทางวิทยาศาสตร์ที่น่าสนใจ เช่น - ผี,เทพปีศาจ,เทพการ์ตูน,ฯลฯ ยังไม่ใช่สิ่งที่มีจริงตามหลักวิทยาศาสตร์ - นรก-สวรรค์ ข้อเท็จจริงก่อนเกิดหรือหลังความตาย ฯลฯ ยังไม่ใช่สิ่งที่มีจริงตามหลักวิทยาศาสตร์ - ทุกสิ่งที่ร่างกายเรารับรู้ได้ ล้วนเป็นสสารพลังงานทางวิทยาศาสตร์ - สสารพลังงานที่ร่างกายเรารับรู้ไม่ได้ นั้นมีจริงตามหลักวิทยาศาสตร์ - ทุกสิ่งที่จิตใจของเรานึกคิดจินตนาการหรือรับรู้ได้ในใจ,ภาพในฝัน,เสียงในใจ,กลิ่นรสหรือสัมผัสในใจ,มโนภาพต่างๆ,ภาพนิมิตจากการนั่งสมาธิ,พลังงานทางจิต ฯลฯ ล้วนเป็นสภาพทางนามธรรม ไม่ใช่หลักรูปธรรมภายนอกที่ส่งผลต่อสัมผัสทางร่างกายได้ และในที่นี้ยังไม่ใช่สิ่งมีจริงตามหลักความเป็นพลังงานหรือสสารทางวิทยาศาสตร์ที่รับรู้ได้ทางประสาทสัมผัสทั้ง 5 ของร่างกาย
จากคุณ |
:
ผู้ศึกษา
|
เขียนเมื่อ |
:
23 เม.ย. 54 23:10:45
|
|
|
|
 |