ไม่ร่วมเสวนาครับ แต่มาช่วยจัดระเบียบให้
* คำแขวะ คำปรามาส หรืออื่นๆ จะโดนลบออกจากตาราง ในนี้เก็บแค่คำชี้แจง
* ไม่รับคลิปเป็นคำถาม/คำตอบ สามารถอ้างอิงเนื้อหาในคลิปได้ โดยอธิบาย แล้วใช้คลิปอ้างอิง(ควรอ่านเข้าใจได้ โดยไม่ต้องดูคลิป)
* ถ้ามีการแตกคำถามย้อนกลับ จะถูกต้ังเป็นคำถามใหม่ และคำชี้แจง จะโดนจับคู่ประกบไป ทีละอัน เพื่อลดความสับสน และป้องกันการเล่นลิ้น
* ไม่อนุญาตให้โจมตีตัวบุคคล หรือคำตอบฝ่ายตรงข้าม ให้ชี้แจงเหตุผล/หลักฐานในมุมของตัวเองเท่านั้น การตัดสินว่าจะเชื่อใครถือเป็นวิจารณญาณของผู้อ่าน
* ซักค้านคำชี้แจงฝ่ายตรงข้ามได้ แต่จะถูกจัดระเบียบลงตารางใหม่เช่นกัน และผู้ซักค้าน ต้องนำเสนอเหตุผลควบคู่ด้วยว่าเหตุใด แนวคิดของตนเองจึงอธิบายได้(ไม่ตอบก็ได้ แต่ช่องในตารางจะว่าง
** ขออภัยอย่างยิ่ง ข้าพเจ้าทำงานได้ใน text mode เท่านั้น **
**********************************************************
Q1.>การพบยีนที่ไม่ทำงานในร่างกาย เช่นในกรณีของยีนสำหรับการรับกลิ่นในมนุษย์ ที่มีประมาณ 300 ยีนที่เป็นยีนที่ไม่ทำงาน หรือในวาฬที่พบแต่ยีนที่ไม่ทำงานแล้ว ยีนเหล่านั้นมาได้อย่างไร
E.>เกิดการกลายพันธุ์ในยีนเหล่านี้ การกลายพันธุ์นี้ไม่ส่งผลต่อการอยู่รอด หรืออาจทำให้การทำงานของยีนอื่นที่จำเป็นมากกว่า (ในสภาวะนั้น) ดีขึ้นดังนั้นในรุ่นถัดมาประชากรจึงสะสมยีนที่กลายพันธุ์นี้ไว้เรื่อยๆ [คห 1.]
C.>
- สิ่งมีชีวิตถูกสร้างให้มีความสามารถในการเปลี่ยนแปลงปรับตัวได้หลายอย่างด้วยกัน หนึ่งในกลไกของการปรับตัวนี้ก็คือ การ activate[ดูแย้ง R.2-5C] ยีนที่มีอยู่แล้ว ให้มันทำงานขึ้นมา ทำให้เกิดลักษณะที่ช่วยให้ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดีขึ้น สิ่งมีชีวิตจึงถูกสร้างให้มียีนต่างๆ เผื่อไว้ แม้ว่าจะไม่ใช้ในตอนนี้ แต่ในอนาคตก็สามารถที่จะเป็นประโยชน์ได้ เป็นการเสริมความสามารถสำรองไว้ให้กับสิ่งมีชีวิต
- อีกทั้งยังมีกรณี gene ที่เราคิดว่าเป็น pseudogene นั้น แท้จริงแล้วเป็น gene ที่ทำหน้าที่อยู่ แต่นักวิวัฒนาการไปด่วนสรุปว่ามันไม่ได้ทำหน้าที่อะไร[ดูแย้ง คห 87/90 , R6] ยกตัวอย่างเช่น บางยีนในมนุษย์ที่นักวิวัฒนาการมองว่าเป็นยีนสำหรับการรับกลิ่นที่ไม่ทำงานแล้ว แต่จริงๆ แล้วยีนนั้นมันทำงานอยู่ครับ อ้างอิงจากบทความวิจัยใน link ข้างล่างนี้
http://precedings.nature.com/documents/1290/version/1/files/npre20071290-1.pdf
และสุดท้ายนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผม นั่นคือ ยีนสำหรับการรับกลิ่นเหล่านั้น ถ้ามันเคยทำงานได้อยู่แล้วในบรรพบุรุษ แม้สภาพแวดล้อมจะเปลี่ยนมาเป็นปัจจุบัน มันก็มีประโยชน์บ้างอยู่ดี ไม่มากก็น้อย คือ รับรู้กลิ่นได้มากขึ้น ดีขึ้น ยังไงซะก็มีโอกาสได้ใช้ประโยชน์ ไม่ถึงกับไร้ประโยชน์อย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหลายกรณี การรับรู้กลิ่นแปลกๆ สามารถช่วยให้หนีรอดพ้นอันตรายต่อชีวิตได้ด้วยซ้ำไป ดังนั้น ตามหลักการของวิวัฒนาการ gene เหล่านี้ก็น่าจะยังใช้งานได้อยู่ในมนุษย์ เพราะเพิ่มโอกาสในการมีชีวิตรอด ไม่น่าจะกลายเป็น pseudogene อย่างที่นักวิวัฒนาการคิดซะด้วยซ้ำไปนะครับ[คห 85]
---------------------------------------------------------------------------------------------
Q2.>สัตว์ชนิดใดเป็นมนุษย์ ชนิดใดไม่ใช่มนุษย์ เหตุผลในการจำแนก [เพิ่มเติม คห 42] ให้พิจารณาลักษณะอื่นๆ โดยไม่นำชื่อสกุลมาเกี่ยวข้อง
Homo erectus
Homo ergaster
Homo floresiensis
Homo habilis
Homo heidelbergensis
Homo neanderthalensis
Homo sapiens [คห 11.]
E.>[OUTDATE คำถามมีการปรับปรุง] บางคน (เช่นผม) จะ classify ว่า Homo ทั้งหมดคือ "มนุษย์" แต่ถ้า Homo sapiens sapiens หมายถึง "มนุษย์สมัยใหม่" แต่บางคนก็อาจจะถือว่าเฉพาะ Homo sapiens เท่านั้นที่เป็นมนุษย์ ที่เหลือเป็นเพียง hominid ที่อยู่ในจีนัส Homo เท่านั้น
ถ้ายึดตามการจำแนกว่า Homo ทั้งหมดคือ "มนุษย์" เหตุผลในการจำแนกก็คือมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีสมองน้ำหนักประมาณ 2% ของร่างกาย หน้าผากตั้งชัน มีความสามารถในการประดิษฐ์เครื่องใช้และภาษา และอื่นๆ ตามลักษณะเด่นของจีนัส Homo[คห 35]
C.> Waiting
---------------------------------------------------------------------------------------------
Q3.>ปรากฏการณ์: ฟอสซิลของสิ่งมีชีวิตบางสายพันธุ์จะปรากฏในชั้นหินที่ลึกกว่าเท่านั้น บางสายพันธุ์จะปรากฏที่ชั้นหินที่ตื้นกว่าเท่านั้น เช่นฟอสซิลของมนุษย์จะปรากฏอยู่เหนือชั้นหินฟอสซิลไดโนเสาร์ได้ แต่ไม่ปรากฏกรณีที่อยู่ในชั้นหินเดียวกันหรือลึกกว่าฟอสซิลไดโนเสาร์ เป็นเพราะสาเหตุใด[คห34.]
E.> ตามหลักธรณีวิทยาชั้นหินที่เก่ากว่าจะอยู่ลึกกว่าชั้นหินใหม่ การที่ฟอสซิลของสิ่งมีชีวิตบางสายพันธุ์ปรากฏแต่ในชั้นหินที่ใหม่กว่าเท่านั้นเป็นเพราะสิ่งมีชีวิตนั้นๆ เริ่มวิวัฒนาการขึ้นมาภายหลัง จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะปรากฏอยู่ใต้สิ่งมีชีวิตที่ถือกำเนิดมาก่อน ถ้าสิ่งมีชีวิตมีรูปลักษณ์ตามที่เป็นอยู่เสมอมาโดยไม่มีวิวัฒนาการต้องปรากฏฟอสซิลของสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นในชั้นหินระดับเดียวกันกับฟอสซิลของสิ่งมีชีวิตที่เก่าแก่กว่าด้วย[คห34.]
C.> ฝั่ง Young Earth Creationism เชื่อว่า ฟอสซิลต่างๆ เกิดการเรียงตัวเป็นชั้นๆ เนื่องจากน้ำท่วมโลกสมัยโนอา แล้วซากสิ่งมีชีวิตต่างๆ ตกตะกอนตามลำดับคุณสมบัติต่างๆ เรียกทฤษฎี Hydrological Sorting[ดูแย้งที่ D3.1]
ฝั่ง Old Earth Creationism นี่ ผมไม่แน่ใจนะ น่าจะคล้ายๆ กับฝั่งวิวัฒนาการเค้า [คห 57]
//////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
D3.1>Hydrological Sorting เป็นไปได้จริงหรือไม่[คห 58]
E.>
1. ภัยน้ำท่วมไม่ทำให้เกิด Hydrological Sorting
2. ฟอสซิลไม่ได้ถูกเรียงลำดับตาม Hydrological Sorting แอมโมไนต์ซึ่งควรจะลอยตัวอยู่สูงกว่าสัตว์ใหญ่หลายๆ ชนิดกลับถูกพบที่ชั้นหินที่ลึกมาก หอยตะเกียงซึ่งมีขนาดใกล้เคียงกับหอยตลับก็ถูกพบอยู่ลึกกว่าหอยตลับ
3. ที่ชั้นหินเดียวกันมีฟอสซิลต่างขนาดต่างรูปร่างกันอยู่มากมาย
---------------------------------------------------------------------------------------------
Q4.> โปรตีน เช่น Insulin มีลำดับกรดอะมิโนที่ซับซ้อน ถ้าเรียงผิด ก็จะทำงานไม่ได้ อาจจะส่งผลร้ายแรงถึงชีวิต โปรตีนเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างไร[คห 43 อ้างคลิปใน 5-6]
C.>(จากคลิป)มันซับซ้อนเกินไป และต้องถูกสร้างให้ถูกต้องในครั้งเดียว มีโอกาสครั้งเีดียว ดังนั้นพระเจ้าสร้าง (ถ้าผมตีความไม่ถูก เรียบเรียงใหม่ได้)[คห 43 อ้างคลิปใน 5-6]
E.> Insulin มีพวกพ้องอยู่ใน Insulin Superfamily ซึ่งสมาชิกแต่ละตัว ก็มีหน้าที่หลากหลาย ไม่จำเป็นต้องทำหน้าที่ควบคุมน้ำตาลแบบ Insulin ในอดีตมีสมาชิกของ Insulin Superfamily เกิดการกลายพันธุ์เพิ่มจำนวนเป็นแฝด(gene duplication) ใน Genome เมื่อมี gene อันเดียวกันมากกว่า 1 ยีนใน genome ยีนอันหนึ่งก็พร้อมจะเกิดการกลายพันธุ์ได้อย่างอิสระ โดยไม่ทำลายการทำงานของ Gene อันเดิม ยีนแฝดที่เกิดการกลายพันธุ์ส่วนใหญ่ก็จะโดนระงับการทำงานกลายเป็น Pseudogene (เหมือนกรณี Olfractory receptor gene ในวาฬ) แต่บางครั้งยีนแฝดนั้นก็อาจจะกลายพันธุ์ทำให้เกิดลักษณะใหม่ๆ ลักษณะนั้นอาจจะเป็นลักษณะที่ทำให้สิ่งมีชีวิตได้เปรียบในสภาพแวดล้อมเดิมเหนือตัวที่ไม่มีลักษณะนั้น ลักษณะใหม่นั้นก็จะถูกคัดเลือก และกระจายไปในประชากร บางครั้งลักษณะนั้นๆ ก็เปลี่ยนจากการได้เปรียบ เป็นลักษณะจำเป็น เช่น Insulin ที่จำเป็นในการคุมปริมาณน้ำตาลในเลือด
ถ้าพูดในเชิงสถิติ ในช่วงที่ยีนแฝดอันใหม่ เป็นแค่ Pseudogene หรือลักษณะที่ให้ความได้เปรียบเล็กน้อย การกลายพันธุ์เป็นแบบอิสระ เหมือนคนเป็นล้านเล่นหวยงวดเดียวพร้อมกัน จะต้องมีคนกลุ่มหนึ่งที่ถูกหวยแน่นอน ไม่รางวัลที่ 1 ก็เลขท้ายสองตัวสามตัวเอาเป็นทุนไปเล่นงวดต่อไป เราไม่ได้พูดถึงคนๆ เดียวซื้อหวยใบเดียวแล้วถูกรางวัลที่ 1 เลย[คห 43]
---------------------------------------------------------------------------------------------
Q5.>เหตุใด HLA แต่ละเวอร์ชั่นของคน ไปคล้ายกับแต่ละเวอร์ชั่นของลิง (Aคน กับ Aลิง) และ
เหตุใด HLA แต่ละเวอร์ชั่นของคนเอง แตกต่างกันมากหาเทียบกันเอง (Aคน กับ Bคน)[คห 74]
C.> Waiting
E.> เวอร์ชั่น (Allele) ต่างๆ ของ HLA(หรือ MHC) เกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยโบราณกาลก่อนบรรพบุรุษร่วมสุดท้ายของมนุษย์กับชิมแปนซี เมื่อประชากรแยกออกเป็นสองสาย แต่ละกลุ่มก็ยังมี Allele ต่างๆ ของ HLA อยู่เหมือนกันทั้งสองประชากร แต่เนื่องจากสองประชากรไม่สามารถผสมพันธุ์ได้ต่อไป แต่ละ Allele ก็จะมีการกลายพันธุ์ไปบ้าง (Aลิง กลายพันธุ์คู่ขนานไปกับ Aคน) แต่ในช่วงเวลาที่ใหม่กว่าการเกิดของ Allele แต่ละตัว (Bบรรพบุรุษ แยกจาก Aบรรพบุรุษ) ดังนั้นผลจึงเป็นดังที่เราสังเกตเห็น (Aคน คล้าย Aลิง มากกว่า Aคน กับ Bคน)
ิแล้วเรื่อง Allele ของ HLA เป็นหลักฐานสำคัญชิ้นหนึ่งที่ยืนยันว่า มนุษย์อยู่เป็นประชากรมาตลอด ไม่เคยเหลือแค่สองคนแบบอดัม กับอีฟ เพราะมนุษย์สองคนไม่สามารถมี Allele มากกว่า 4 อัน แต่ Allele ของ HLA มีมากกว่านั้น แถม Allele ที่หน้าตาคล้ายกับลิง เป็นหลักฐานแย้งสมมติฐานที่ว่า Allele อันอื่นๆ เกิดภายหลังอดัมกับอีฟ[คห 91]
---------------------------------------------------------------------------------------------
Q6.> การเกิดขนลุกในมนุษย์เมื่ออากาศหนาวเย็น ตกใจ หรือโกรธ ซึ่งไม่มีประโยชน์หรือความหมายใดๆ กับร่างกาย
E.> ในสัตว์ที่มีขนยาว การทำให้ขนลุกเป็นการกักอากาศระหว่างเส้นขนและผิวหนัง ทำให้เกิดความอบอุ่นแก่ร่างกาย และเมื่อตกใจหรือโกรธ ขนที่ลุกชันก็จะทำให้สัตว์นั้นดูเหมือนตัวใหญ่ขึ้น มนุษย์มีกลไกแบบเดียวกันนี้ในสมัยที่ร่างกายยังไม่ถูกปกคลุมด้วยเสื้อผ้าและมีขนดกหนา แต่ต่อมาแม้วิวัฒนาการจะทำให้ขนดกหนาของมนุษย์หายไปแล้ว กลไกในการเกิดขนลุกยังคงอยู่ จึงทำให้เกิดอาการขนลุกได้แบบเดียวกับสัตว์
C.> Waiting
---------------------------------------------------------------------------------------------
Q7.> มนุษย์แทบไม่ได้ใช้ประโยชน์จากฟีโรโมน แต่กลับมีอวัยวะชื่อ Jacobson's Organ ซึ่งเป็นอวัยวะรับฟีโรโมนอยู่ในจมูก หนำซ้ำประสิทธิภาพของอวัยวะนี้ยังต่ำจนถึงขั้นเรียกว่าใช้ไม่ได้ เหตุใดจึงมีอวัยวะนี้อยู่ในจมูกมนุษย์
E.> ในบรรพบุรุษของมนุษย์ที่ยังไม่มีภาษาสื่อสารกัน สิ่งมีชีวิตเหล่านั้นใช้ Jacobson's Organ ในการตามหาเพศตรงข้าม ต่อมาเมื่อมนุษย์มีภาษาและวิธีการติดต่อสื่อสารต่างๆ กลไกคัดเลือกตามธรรมชาติก็ไม่ได้คัดเลือกให้มนุษย์ต้องมี Jacobson's Organ ที่มีประสิทธิภาพสูงในการตามฟีโรโมนอีกต่อไป มนุษย์รุ่นต่อๆ มาจึงมีประสาทการดมฟีโรโมนที่ต่ำลงเรื่อยๆ อย่างไรก็ตาม แม้จะพิการทางกลิ่นฟีโรโมน Jacobson's Organ มนุษย์ก็ยังคงเกิดมาพร้อม Jacobson's Organ ที่ได้รับมาจากบรรพบุรุษ
C.> Waiting
---------------------------------------------------------------------------------------------
Q8.> อธิบายว่าทำไม โครโมโซมของคน ชิมแปนซี กอริลล่า และิอุรังตังจึงหน้าตาเป็นแบบนี้[รูป คห 92]
E.> รูปข้างล่างเป็นหลักฐานให้เห็นว่า ทั้งสี่กลุ่มมีบรรพบุรุษร่วมกัน เพราะ Chromosome มีการจัดเรียงคล้ายกัน ส่วนที่ต่างก็อธิบายได้ด้วย Inversion, Duplication, Deletion และ Translocation ของ Chromosome จากบรรพบุรุษร่วม
ถ้าไม่ได้มีบรรพบุรุษร่วมกัน จะต้องบังเอิญมากๆ ที่ แต่ละโครโมโซมมีหน้าตาคล้ายกัน
C.> Waiting
---------------------------------------------------------------------------------------------
Q9.> การจำแนกชนิด/ประเภทของสัตว์/สิ่งชีวิต กระทำโดยนิยามใด?
E.> นิยามของ Kingdom, order , family, genus, specie ????? WAITING
C.> Waiting
---------------------------------------------------------------------------------------------
Q10.> ทำไมสัตว์หลายชนิดรวมทั้งมนุษย์ จึงมีลักษณะหรืออวัยวะที่ทำงานไม่ได้ หรือทำงานในลักษณะดั้งเดิมไม่ได้ (Vestigial traits/Organ)เช่น
- ปีกนกกีวี
- กระดูกเชิงกรานปลาวาฬ
- ไส้ติ่งมนุษย์
- รวมถึงลักษณะใน Q6 และ Q7[คห 101]
C.> (อ้างอิงคำตอบของ C1 ใน Q1) ใครว่าลักษณะดังกล่าวไม่มีประโยชน์หรือทำงานไม่ได้ ไม่งั้นก็ต้องหายไป เพียงแต่เราไม่รู้ว่ามันทำอะไร อย่าด่วนสรุปว่ามันทำงานไม่ได้ หรือไม่มีประโยชน์
E.> Vestigial แปลว่า ทำงานในลักษณะดั้งเดิมไม่ได้ ไม่ได้แปลว่าไม่มีประโยชน์ ถ้าลักษณะใดๆ ไม่มีความจำเป็นในการอยู่รอด ลักษณะนั้นจะไม่โดนคัดเลือก ทำให้เกิดการกลายพันธุ์สะสมในประชากร และหลายครั้งการลดรูปของลักษณะดังกล่าว ทำให้เกิดความได้เปรียบจากการโยกทรัพยากรไปใช้ที่อื่น อวัยวะอื่นๆ ทำให้ลักษณะนั้นๆ โดนคัดทิ้ง โดนลดรูปในประชากร
ส่วนว่าทำไมไม่หายไปเลย เราไม่รู้ อาจจะเป็นเพราะลักษณะนั้นๆ ยังมีประโยชน์บางอย่าง หรือยังอยู่ในกระบวนการคัดเลือก หรือต้องเกิดการกลายพันธุ์ซับซ้อนเกินไปที่จะกำจัดลักษณะนั้นๆ โดยไม่ส่งผลกระทบกับ Fitness โดยรวม
---------------------------------------------------------------------------------------------
Q11.> ทำไมการกลายพันธุ์บางครั้ง ทำให้เกิดลักษณะที่ไม่มีใน Species ปัจจุบัน แค่เป็นลักษณะของอีก Species ที่เคยมีบรรพบุรุษร่วมกัน (Atavism) เช่น
- เด็กมีหาง
- ม้ามีนิ้วเกินเหมือนบรรพบุรุษใน Fossil
- ปลาวาฬ 1 ใน 500 ตัวมีขางอก
- ถ้าเราเอาเนื้อเยื่อจากปากไก่ ไปฝังในตัวอ่อนหนู แล้วจะทำให้เนื้อเยื่อไก่สร้างฟันได้ เหมือนบรรพบุรุษของมัน คือ ไดโนเสาร์[คห 102]
E.> ลักษณะดังกล่าวได้สูญหายไปจากประชากร ซึ่่งถือว่าล้ำไปกว่า Vestigial Trait/Organ แต่ข้อมูลทางพันธุกรรมไม่ได้หายไปทั้งหมด แค่ถูกยับยั้งไว้ หรือองค์ประกอบบางยีนหายไป เมื่อเกิดการกลายพันธุ์เล็กน้อย หรือมีการตัดต่อยีนที่หายไปเข้ามา (กรณีฟันไก่ เอ้ย ฟันของไก่) ลักษณะที่หายไปดังกล่าวก็จะถูกปลุกให้ตื่นได้
C.> Waiting
---------------------------------------------------------------------------------------------
Q12.> ทำไมธรรมชาติถึงปรากฏลักษณะ เฮงซวย ห่วยแตกเต็มไปหมด (Bad design) ทำไมถึงไม่ถูกสร้าง/วิวัฒนาการให้สมบูรณ์แบบ เช่น
- ปลาลิ้นหมา (Flat fish) เกิดมาหน้าตาเหมือนปลาธรรมดา แต่เมื่อโตขึ้นตาข้างหนึ่งต้อง "เดินทาง" มารวมอยู่ด้านเดียวกัน
- ท่อนำไข่ของคน (Fallopian tubes) ไม่ได้ห่อหุ้มรังไข่สนิทแน่ จึงมีโอกกาสให้ไข่ที่ตกไม่เข้ามดลูก บางครั้งก็เป็นผลให้เกิดการท้องนอกมดลูกที่ร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิต
- ลูกอัณฑะของคนต้องพัฒนาในช่องท้อง ก่อนจะย้ายลงมาในถุงอัณฑะ บางครั้งก็ไม่สำเร็จ เกิดอาการ "ทองแดง" ต่อให้สำเร็จ ช่องที่อัณฑะเคลื่อนก็อาจจะปิดไม่ดี เป็นเหตุให้เกิดโรคไส้เลื่อน
- DNA ของไมโตคอนเดรีย อยู่ในที่ ที่อันตรายที่สุดภายในเซลล์ เพราะในไมโตคอนเดรียมีอนุมูลอิสระสะสมจากการสร้างพลังงาน
E:> เพราะวิวัฒนาการไม่ได้คัดเลือกลักษณะที่สมบูรณ์แบบ ไม่มีที่ติ แต่เลือกลักษณะที่ใช้งานได้พอดี และดีพอ ไม่เกินกว่านั้น จนกว่าจะมีแรงขับดันอื่นให้ลักษณะที่เคยดีพอ และพอดี ต้องดีขึ้นอีก แต่ถ้าไม่มีแรงขับดัน แรงคัดเลือก ลักษณะนั้นก็จะถูกคงไว้ในประชากร
C:>Waiting
---------------------------------------------------------------------------------------------
Q12.1>จากที่ผมเคยรู้มา : มีที่ซึ่งสภาพแวดล้อมเลวร้ายสุดขั้ว อย่างบ่อน้ำร้อนที่เป็นกรดของเยโล่สโตน
หรือที่น้ำพุร้อนใต้ทะเลลึก (จำชืื่อไม่ได้) แต่ยังมีสัตว์บางชนิดอาศัียอยู่[คห 120]
ผมสงสัยว่า....
1. การที่สัตว์ในสภาพแวดล้อมเช่นนั้นอยู่รอดมาได้ ถือว่ามีวิวัฒนาการสูงเป็นพิเศษหรือไม่
2. ในอดีต สัตว์เหล่านั้นเคยอยู่ในสภาพแวดล้อมปรกติหรือไม่
3. ทำไมปัจจุบันสัตว์เหล่านั้น กลับอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมปรกติสบายๆไม่ได้
4. ธรรมดาสัตว์ทั้งหลายเกลียดความลำบาก ซึ่งน่าจะเป็น "แรงขับดัน" ให้สัตว์พวกนั้นปรับตัวหนีจาก
สภาพแวดล้อมที่เลวร้าย ไปสู่ที่ที่สบายกว่า แล้วทำไมสัตว์พวกนั้นยังยอมทนลำบากอยู่ในที่เช่นนั้น
E.>1. วิวัฒนาการคือการเปลี่ยนแปลงลักษณะที่สืบทอดกันมาของกลุ่มประชากรตามกาลเวลา เพราะฉะนั้นไม่มีสูงกว่าหรือต่ำกว่าครับ มันยังคงเป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงลักษณะจากรุ่นสู่รุ่นเท่านั้นเอง
2. เคยครับ เนื่องจากมีบรรพบุรุษร่วมกันกับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ
3. สภาพแวดล้อมปัจจุบันของมันคือ "สภาพแวดล้อมปรกติสบายๆ" ของมันครับ การที่สิ่งมีชีวิตจะปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม ยิ่งสภาพแวดล้อมแตกต่างกันมาก ระบบต่างๆ ภายในร่างกายก็ยิ่งต้องปรับเปลี่ยนการทำงานมาก หากเปรียบเทียบมนุษย์ "สภาพแวดล้อมปรกติสบายๆ" ของมนุษย์ไม่ได้อยู่ในน้ำครับ อวัยวะของมนุษย์ปรับตัวให้อยู่บนบกได้ก็พอแล้ว ไม่จำเป็นต้องให้อาศัยในน้ำได้ด้วย มนุษย์จึงไม่ต้องมีความสามารถในการหายใจใต้น้ำ
เพราะฉะนั้นเมื่อมันปรับตัวอยู่ในสภาพแวดล้อมของมันได้แล้ว การย้ายมันไปไว้ที่อื่นก็คือการย้ายมันไปไว้ในสภาพแวดล้อมเลวร้ายสุดขั้วสำหรับมันครับ
4. สิ่งมีชีวิตที่มีความสามารถในการทนต่อสภาพแวดล้อมได้ดีกว่าตัวอื่นๆ ก็จะได้เปรียบตรงที่ไม่ต้องแย่งทรัพยากรกับสิ่งมีชีวิตตัวอื่นๆ ครับ การแย่งทรัพยากรกับตัวอื่นๆ อาจเป็นความยากลำบากยิ่งกว่าการอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมแปลกๆ สำหรับสิ่งมีชีวิตบางตัวก็ได้นะครับ[คห 125]
C.>Waiting
---------------------------------------------------------------------------------------------
Q13.> ทำไมในบางสภาพแวดล้อมที่คล้ายกัน แต่อยู่ต่างกาละ เช่น คนละยุคคนละช่วงเวลา หรือต่างเทศะ เช่น ทวีปออสเตรเลีย กับอเมริกาใต้ เราถึงพบสิ่งมีชีวิตที่หน้าตา ลักษณะ หรือพฤติกรรมที่แทบจะเหมือนกัน แต่กลับเป็นสัตว์ที่ไม่ใช่ชนิดเดียวกัน หรือเกี่ยวเนื่องใกล้ชิดเลย
- ตัวไทลาซีนในทวีปออสเตรเลีย กับสุนัขในทวีปอื่น
- โลมา(สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม) กับ Ichythyosaur (สัตว์เลื้อยคลานสมัยเดียวกับไดโนเสาร์)
E.> นี่คือตัวอย่างของ Convergent Evolution ถ้าสิ่งมีชีวิตสองชนิดไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่คล้ายกันมากๆ แต่อยู่กันคนละกาละ หรือเทศะ มีโอกาสที่สิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดเกิดวิวัฒนาการตามสิ่งแวดล้อมนั้น จนมีลักษณะคล้ายคลึงกันได้
แต่ถ้ากำแพงกาละ หรือเทศะถูกทำลาย ชนิดใดชนิดหนึ่งอาจจะสูญพันธุ์เนื่องจากมีการแข่งขันแย่งชิงทรัพยากรอย่างเดียวกัน
C.> Waiting
---------------------------------------------------------------------------------------------
Q14.> ทำไมถึงมีซากไวรัส "Endogenous retrovirus" อยู่ในตำแหน่งเดียวกันของ Genome คน และชิมแปนซี
E.> ไวรัส จำพวก Retrovirus เมื่อติดเข้าไปในเซลล์ ต้องฝังตัวเองใน Genome โดยฝังแบบสุ่ม ดังนั้นโอกาสที่
ไวรัสจะฝังตัวใน genome คนและชิมแปนซีคนละครั้ง แต่ตำแหน่งเดียวกันเป๊ะแทบเป็นไปไม่ได้
คำอธิบายที่สมเหตุ สมผลกว่า คือไวรัสนั้นได้ติดบรรพบุรุษร่วมคน และชิมแปนซี ภายหลังเมื่อมีการแยกกลุ่มประชากร ไวรัสในตำแหน่งนั้นก็อยู่ในทั้งสองประชากรด้วย
C.> Waiting
---------------------------------------------------------------------------------------------
Q15:C>Creationist เชื่อว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงในระดับ DNA หรือ หรือว่ามีการออกแบบระบบให้เปลี่ยนเองได้ หรือว่ามันเปลี่ยนไปตามประสงค์ของผู้สร้าง[คห 96]
C.>มีการออกแบบระบบให้เปลี่ยนเองได้ในระดับหนึ่ง ถ้าเกินกว่านั้นน่าจะต้องมีการกระทำจากผู้สร้างเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย[121]
แก้ไขเมื่อ 29 เม.ย. 54 18:17:47
แก้ไขเมื่อ 29 เม.ย. 54 15:34:37
แก้ไขเมื่อ 29 เม.ย. 54 09:20:15
แก้ไขเมื่อ 29 เม.ย. 54 09:17:30
แก้ไขเมื่อ 29 เม.ย. 54 00:59:54
แก้ไขเมื่อ 28 เม.ย. 54 12:58:53
แก้ไขเมื่อ 28 เม.ย. 54 11:34:51
แก้ไขเมื่อ 27 เม.ย. 54 23:52:10
แก้ไขเมื่อ 27 เม.ย. 54 17:27:24
แก้ไขเมื่อ 27 เม.ย. 54 16:10:37
แก้ไขเมื่อ 27 เม.ย. 54 12:52:51
แก้ไขเมื่อ 27 เม.ย. 54 11:46:08
แก้ไขเมื่อ 27 เม.ย. 54 11:41:55
แก้ไขเมื่อ 27 เม.ย. 54 09:57:00
แก้ไขเมื่อ 26 เม.ย. 54 21:33:48