เช้ามาหากวันไหนอากาศปลอดโปร่ง V พื้นดินโดนแสงอาทิตย์และร้อนขึ้น น้ำเริ่มระเหย V ตอนสายๆจะเริ่มมีเมฆขาวๆลอยไปมา(คิวมูลัส ฮิวมิลิส) ดูๆแล้วอากาศจะแจ่มใส V แต่พื้นดินโดนแดดร้อนไม่เท่ากัน แล้วแต่บริเวณ ทำให้ความกดอากาศต่ำแตกต่างกันในแต่ละที่ V บริเวณที่ความกดอากาศต่ำสุด จะเริ่มดูดเมฆมารวมตัวกัน เมฆที่อยู่แถวนั้นจะลอยสูงและเริ่มแตกเป็นชิ้นๆ (อัลโตคิวมูลัส สัญญาณของฝนในอีก 4-6 ชม.) V พอบ่ายเมฆจะเริ่มรวมตัวกัน เกิดเมฆสีเทา(คิวมูลัส เมดิโอคริส>คิวมูลัส คอนเจสตัส) เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และเริ่มมีโอกาสเกิดฝน (ไล่ช้าง) V *หากเมฆรวมตัวต่อไป จะเริ่มเกิดเมฆขนาดใหญ่ที่สูงขึ้นและแผ่กว้าง (นิมโบสตราตัส) และอาจได้ฝนในช่วงเย็น-ค่ำ เป็นฝนหนักแต่ตกไม่นานนัก *หากความกดอากาศต่ำมีขนาดใหญ่มาก เมฆจะก่อตัวสูงอย่างรวดเร็ว จนได้เมฆฝนขนาดใหญ่มาก (คิวมูโลนิมบัส) และก่อให้เกิดฝนฟ้าคะนองในช่วงเย็น-ค่ำ V สิ่งที่เหลืออยู่และการลดลงความความกดอากาศต่ำหลังฝนตกจะเป็นตัวบอกว่าอากาศวันรุ่งขึ้นจะเป็นยังไง *หากมีเมฆมาก จะเหลือเมฆเป็นแผ่นหนาทึบ และให้ฝนปรอยๆที่ยาวนาน (สตราตัส) *หากมีหย่อมความกดอากาศต่ำอื่นๆ เมฆจะถูกพัดไป และเข้าวงจรรูปแบบเดิมในวันรุ่งขึ้น
ทั้งนี้ฝนจะตกหรือไม่ตกในแต่ละที่ขึ้นกับเมฆที่ก่อตัวลอยไปไหน แต่การที่ฝนตกช่วงเย็น-ค่ำเป็นเรื่องปกติ มนุษย์เราดันไปจัดเวลาให้ตรงกับช่วงนี้เอง ช่วยไม่ได้...
แบบหยาบๆน่ะครับ จริงๆการทายอากาศแต่ละช่วงวันใช้ข้อมูลมาก ผมมองฟ้าทุกวัน ยังทายถูกไม่ถึง 70% เลย
จากคุณ |
:
ECOS (thelegendofm)
|
เขียนเมื่อ |
:
7 ก.ค. 55 19:25:57
|
|
|
|