 |
โลกมีดวงจันทร์มากกว่า 1 ดวง?
โลกมีดวงจันทร์ 3 ดวงแล้ว ? และอาจมีมากกว่า 3 ดวง ดวงที่ 2 ชื่อครุธนี (Cruithne) ค้นพบเมื่อค.ศ. 1986 และพบอีกทีในค.ศ. 1997 กว่าจะโคจรรอบโลก ในวงโคจรที่ความรีมีมากได้สักรอบ ใช้เวลานานมากถึง 770 ปี ดาวบริวาร กว้างยาวราว 5 กม. มีขนาดอยู่แค่นี้ ก็ไม่สามารถ เห็นได้ด้วยตาเปล่า และมันจะยังคงอยู่ในสภาวะนี้ รอบโลกอย่างน้อยที่สุด ก็อีก 5,000 ปี ขนาดก็เล็กนิดเดียว คาบโคจรก็ยาวนานมาก และยังไม่เป็น ดวงจันทร์ของโลกตลอดกาลอีก นี่เป็นดวงจันทร์ แบบไหนกันนะ?
นักวิทยาศาสตร์ที่ควีนแมรี และวิทยาลัยเวสต์ฟิลด์ในลอนดอน ได้สร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ อธิบายทางเดินของมัน พบว่าที่จุดสมดุลย์ โน้มถ่วงในอวกาศ ใกล้ดาวเคราะห์โลก ดาวเคราะห์น้อยถูกดึงเข้ามาให้อยู่ในวงโคจรแปลกๆ และCruithne เป็นดวงหนึ่งที่ถูกการกระทำแบบนี้ ที่แท้ Cruithne ก็เคยมีอดีตเป็นดาวเคราะห์น้อยมาก่อนนี่เอง ชื่อเก่าคือดาวเคราะห์น้อยหมายเลข 3753 หรือ 1986 TO
การที่ดาวเคราะห์น้อย กลายมาเป็นดวงจันทร์ของโลกได้นี่ ทำให้มีความอยากเข้าใจดาวเคราะห์น้อย มากขึ้นกว่าที่เคยมี ดาวเคราะห์น้อย พวกที่รู้จักกันมานาน ส่วนใหญ่โคจรระหว่างดาวอังคารและดาวพฤหัส ส่วนน้อยไม่ได้อยู่ที่นั่น นามอนิที่มหาวิทยาลัยพรินสตัน และสหาย ค้นพบการ เคลื่อนที่ของวงโคจรแบบใหม่มากมาย ดาวเคราะห์น้อยบางดวงเคลื่อนผ่านวงโคจรโลก อาจถูกจับให้มีวงโคจรใหม่ด้วยแรงโน้มถ่วงของโลก และดวงอาทิตย์
พบช่องทางการเคลื่อนที่ใหม่ที่ดาวเคราะห์น้อย กลายมาเป็นดวงจันทร์ชั่วคราวของโลก และคงอยู่ที่นั่นได้นานไม่กี่พันปีไปถึงหลายหมื่นปี นามอนิ เห็นช่องทางที่ดวงจันทร์หนีจากโลกไปได้ ความแตกต่างสำคัญระหว่างดวงจันทร์ดวงโตของเรากับดวงจันทร์ดวงใหม่ คือว่าดวงใหม่เหล่านี้ เป็นแบบชั่วคราว มันเข้ามาและจะต้องจรจากไป แต่มันอยู่ใกล้โลกได้นานมากก่อนหนีออกจากโลก
เมื่อมีการค้นพบเช่นนี้ ความสนใจดาวเคราะห์น้อยใกล้ดาวเคราะห์อื่นมากขึ้นก็ตามมา จนมีทฤษฎีอธิบายการเคลื่อนที่ของวัตถุอื่น ที่ถูกจับให้อยู่ที่ จุดสมดุลย์ความโน้มถ่วง ระหว่างดาวเคราะห์อื่นและดวงอาทิตย์ไปด้วย การค้นพบขึ้นกับงานของนักคณิตศาสตร์ฝรั่งเศสในศตวรรษที่ 18 โจเซฟ หลุยส์ ลากรานจ์ ที่ชื่ออยู่ ที่จุดสมดุลย์ 5 จุด (L1-L5 ในแผนภาพ) ที่เกิดจากแรงโน้มถ่วงของดาวเคราะห์รวมทั้งโลก และดวงอาทิตย์ ลากรานจ์แสดงว่า แรงที่จุดสมดุลย์เหล่านี้สามารถจับวัตถุให้มันโคจรที่นั่นได้ (นาซาและอีซา ได้ถือเอาประโยชน์ จุดสมดุลย์หนึ่ง ด้วยการปล่อยดาวเทียมโซโห นี่เป็นดาวเทียมดูดวงอาทิตย์ให้มีวงโคจรที่ L1 ) วงโคจรของวัตถุ ที่จุดเหล่านี้มีแปลกๆ มักมีรูปร่างลูกกบ ไม่ใช่รูปเกือกม้า ถ้าจะให้วงโคจรเป็นเกือกม้า ก็ต้องรวมการเคลื่อนที่รอบจุด L3,L4,L5 เข้าไปด้วย Cruithine ใช้เวลา 770 ปี ที่จะโคจรได้รูปแบบเกือกม้า ฉะนั้นทุก 385 ปี ได้มาใกล้โลกที่สุด ระยะที่ว่านี้คือ 15 ล้านกิโลเมตร จะเข้าใกล้โลกมากที่สุดครั้งต่อไป ก็ต้องรอ ค.ศ. 2285
วงโคจร Cruithne แปลกมาก มันเคลื่อนที่ช้าลงบางครั้ง และเร็วขึ้นบางคราวเมื่อเทียบกับโลก ที่จุดเฉพาะในวงโคจรของมัน มันกลับอัตรา การเคลื่อนที่เมื่อเทียบกับโลก ดังนั้นมันจะปรากฏเคลื่อนที่กลับไปมา หรือบางทีก็นำหน้าโลก บางทีก็ตามหลังโลก บางรายงานบอกว่า Cruithne ถูกจับให้มี 1::1 อภินาทหรือกำทอน (resonance) กับโลก (resonance อีกแห่งคือในระบบสุริยะคือ 3::2 resonance ของเนปจูนและพลูโต หมายความว่า เนปจูนโคจรได้ 3 รอบในขณะที่พลูโตโคจรได้ 2 รอบ)
นิยามของดวงจันทร์ มีวงโคจรของวัตถุมากมายที่จุดลากรานจ์ นามอนิและสหายสงสัยว่าวัตถุเหล่านี้ เป็นดวงจันทร์ละหรือ? ดวงจันทร์มีนิยาม เป็นวัตถุธรรมชาติ ที่มีวงโคจรรอบดาวเคราะห์ คาร์ล มูลเลอร์ ที่ทำงานวิจัยกับนามอนิและคริสทูคิด แล้วก็ว่ามันยากนะที่จะบอกว่า ดวงจันทร์ที่แท้จริงคืออะไร ? ดวงจันทร์ ดวงใหญ่ในวงโคจรเกือบกลมรอบดาวเคราะห์ เกิดขึ้นหลังจากดาวเคราะห์เกิดไม่นาน เป็นชิ้นส่วนเล็กๆ ที่เป็นผลิตผลจากการชน ดวงจันทร์ดวงโตงาม ของเราจัดไว้จำพวกนี้ ดวงนี้เกิดได้เพราะวัตถุขนาดเท่าๆ ดาวอังคารชนกับโลกเข้าให้ตอนระบบสุริยะอายุน้อย ดวงจันทร์ดวงนี้ของเรา มีหลายอย่าง ที่เป็นเอกลักษณ์ และการเกิดของมันคล้ายเป็นไปได้หนเดียว ดวงจันทร์ดวงโตของเราไม่เหมือนวัตถุอย่าง Cruithine เลยสักด้าน
แต่ดวงจันทร์ดวงเล็กที่อยู่ไกลดาวเคราะห์มักมีวงโคจรแปลกๆ อาจเป็นดาวเคราะห์น้อยที่ถูกจับได้เหมือน Cruithne มีรายงานพบวัตถุแบบนี้ รอบดาวยูเรนัสด้วย เมอร์เลย์กล่าวว่าคงมีดวงจันทร์ชั่วคราวของโลก อีกหลายดวง และของดาวเคราะห์อื่นที่รอคอยการค้นพบอีกด้วย
เห็นทีถึงเวลาต้องพิจารณานิยามให้ดวงจันทร์กันใหม่ อนุภาคฝุ่นที่โคจรรอบโลกจะเป็นดวงจันทร์ได้หรือไม่? นามอนิกล่าวว่า Cruithne อาจไม่ใช่ดวงจันทร์ มันไม่ใช่ดวงจันทร์แท้จริง อย่างดวงโตที่เรามีแล้ว เพราะมันเคลื่อนที่รอบโลกเวลานี้ แต่ไม่ได้รอบโลกตลอดไป โลกมีอิทธิพล ในวงโคจรทุกวันนี้ แต่สักวันหนึ่งมันจะหนีออกไปได้ ดังนั้นมันไม่ใช่ดวงจันทร์แท้ๆ ของโลก แต่อาจเป็นดวงจันทร์อีกแบบหนึ่ง ยังไม่มีการนับจำนวน ดาวเคราะห์น้อยในระบบสุริยะที่แน่นอน รวมทั้งที่ผ่านโลก นามอนิและทีมงานยังหาไม่ได้ว่า มีดวงจันทร์ชั่วคราวอื่นๆ มากน้อยซักเท่าไรที่โคจรรอบโลก และเท่าไรที่โคจรรอบดาวเคราะห์ดวงอื่น อาจมีดาวเคราะห์น้อยหลายสิบดวงโคจรรอบดาวเคราะห์แต่ละดวง แล้วจะมีวงโคจรชั่วคราว หรือถาวร รอบดาวเคราะห์ก็ขึ้นกับจุดสมดุลย์แรงโน้มถ่วง นามอนิเสนอแนะว่าควรมีการจัดจำพวกดวงจันทร์กันใหม่ นี่เป็นเรื่องราวของดวงจันทร์ดวงที่ 2 ที่เห็นรายงานค.ศ. 1999
ดวงจันทร์ดวงที่ 3 หรือขยะอวกาศ ? แล้วปีนี้ก็มีเรื่องดวงจันทร์ดวงที่ 3 มาเล่า นักดาราศาสตร์สมัครเล่น อาจพบดวงจันทร์ของโลกเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งดวง มีความเป็นไปได้ที่ J002E3 เพิ่งมาเป็นดวงจันทร์อีกดวง แต่ก็ยังไม่วางใจในวัตถุลึกลับนี้กันนัก มันอาจเป็นก้อนหินอวกาศหรือดาวเคราะห์น้อย ที่ถูกจับโดยแรงโน้มถ่วงของโลก หรืออาจเป็นได้แค่ปลอกจรวด หรือส่วนอื่นของยานอวกาศที่เสียหายใช้การไม่ได้แล้วกลับเข้ามาในบริเวณอวกาศรอบโลก
บิล ยีอัง (Bill Yeung) ผู้ค้นพบ J002E3 จากหอสังเกตการณ์ในอริโซนา ได้ติดต่อศูนย์กลางดาวเคราะห์น้อยในแมสซาชูเสทส์ทันที เมื่อได้ค้นพบวัตถุนี้ และรายงานไปว่า เป็นวัตถุเคลื่อนผ่านใกล้โลก แต่แล้วมันก็ไม่ได้ผ่านโลก มันโคจรรอบโลกด้วยคาบ 50 วัน ปอล โชดัส ของJPL กล่าวว่ามันต้องเพิ่งมาถึงราวๆ ต้นปีนี้ตามการคำนวณ มิฉะนั้นก็ต้องค้นพบมานานแล้ว
แม้การเคลื่อนที่ในวงโคจรรอบโลกของ J002E3 คล้ายเป็นปลอกจรวดหรือชิ้นส่วนอื่นของยานอวกาศ แต่ผู้เชี่ยวชาญไม่แน่ใจนักว่า วัตถุนี้ เป็นอะไรกันแน่ โทนี เบเรสฟอร์ดในออสเตรเลีย ชี้ให้เห็นว่าตำแหน่งของวัตถุไม่สอดคล้องกับชิ้นส่วนไหนของเศษขยะอวกาศ การสังเกตการณ์ในยุโรป ก็ไม่เห็นการแปรความสว่างที่คาดว่า เกิดจากวัตถุโลหะที่หมุนช้าๆ ทางเดินของมันแสดงว่า คงถูกจับได้เมื่อเดือนเมษายน หรือพฤษภาคมของปีนี้ (ค.ศ.2002) แต่ไม่แน่นักหรอก คาดว่า J002E3 เป็นวัตถุธรรมชาติ ที่กลายมาเป็นดาวบริวารดวงที่ 3 ของโลก ก็น่าจะรอให้แน่ใจกันก่อน ดีกว่าด่วนสรุปว่า โลกมีดวงจันทร์ตั้ง 3 ดวงแล้ว
ถึงโลกจะมีดวงจันทร์เพิ่มอีกกี่ดวง ก็ยังไม่เห็นมีดวงไหนทัดเทียมกับดวงจันทร์ดวงโตของเราได้ ไม่ว่าในแง่ใด
ที่มา : http://darasart.netfirms.com/story/moon_earth/moon_earth.html
จากคุณ :
zeasky
- [
28 ต.ค. 46 08:12:30
]
|
|
|
|
|