ลองพิจารณาดูครับ คล้ายกับเรื่องที่หลวงพ่อจัรล ท่านเล่า
และมีเพื่อนสมาชิกโพสต์ในห้องนี้แล้ว
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9480000056891
***ผมคัดลอกมาเผื่อลิงค์หายครับ***
เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงและเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงสด ๆ ร้อน ๆ ที่วัดโพธิ์ทองบน จังหวัดนนทบุรี เมื่อเช้าของวันที่ 26 เมษายน 2548 นี้ เป็นเรื่องที่จะส่งเสริมการปล่อยปละละวางและจางคลายความยึดมั่นถือมั่นอันเป็นเรื่องที่เหมาะสมที่จะนำมากล่าวมาแสดงในเทศกาลวิสาขมาสนี้
แต่การนำความจริงมาเล่าสู่กันฟังนั้นบางครั้งก็ต้องออกตัวกันไว้ก่อนดังที่พระบรมศาสดาได้ตรัสสอนไว้ว่าพระองค์จะตรัสแต่ความจริง และต้องเป็นความจริงที่เป็นประโยชน์ เป็นที่ต้องใจ พอใจของผู้อื่น ความใดแม้เป็นที่ต้องใจคนอื่น แต่ไม่เป็นความจริงหรือไม่เป็นประโยชน์ก็จะไม่ตรัส ความใดแม้เป็นประโยชน์และต้องใจคนอื่นแต่ไม่เป็นความจริงก็จะไม่ตรัส ความใดเป็นความจริง เป็นประโยชน์แล้ว แต่ถ้าไม่ต้องใจคนอื่นพระองค์ก็จะทรงเลือกกาลอันควรที่จะตรัส
คำตรัสของพระบรมศาสดาจึงเป็นที่เชื่อถือได้ มีความชัดเจน มีความแจ่มแจ้ง เป็นความจริง เป็นประโยชน์ ดังนั้นพระธรรมคำสอนของพระองค์จึงเป็นความจริงอยู่ในทุกกาล ไม่ขึ้นต่อกาลเวลา เป็นเรื่องที่ปฏิบัติเองเห็นเองได้ แล้วพึงน้อมนำปฏิบัติอย่างยิ่ง
เรื่องนี้ก็เหมือนกันเป็นเรื่องจริง เป็นประโยชน์ และเป็นกาลอันควรคือเป็นกาลแห่งวิสาขบูชาแล้ว จึงสมควรที่จะนำมาเล่าสู่กันฟัง ทั้งนี้มิได้มุ่งที่จะส่งเสริมหรือแพร่ขยายให้เกิดความคิดหลงงมงายในสิ่งที่ไร้ตัวตนมองเห็นไม่ได้แต่ประการใด
ตู่เป็นเด็กหนุ่มวัย 30 ปีต้น ๆ หน้าตาดี สุภาพเรียบร้อย เกิดในครอบครัวที่มีปัญหาเนื่องจากพ่อแม่แยกทางกัน ถึงกระนั้นก็ยังจบการศึกษาระดับอาชีวะ มีพี่ชายอยู่คนหนึ่ง จบการศึกษาระดับอาชีวะเช่นเดียวกัน
แม้ว่าตู่จะมีบุคลิกหลุกหลิกแต่ก็เป็นคนที่มีความกตัญญูรู้คุณบิดามารดา โอบอ้อมอารีต่อญาติพี่น้อง เป็นคนที่มีความขยันหมั่นเพียร หลังจากแต่งงานแล้วมีบุตรสาวคนหนึ่ง ผู้เป็นภรรยาทำงานอยู่ในบริษัทฝึกอบรมสัมมนาที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกันความที่เป็นคนรูปงามมีเสน่ห์ตู่ก็มีเพื่อนหญิงที่สนิทอีกคนหนึ่ง
หลังจากแต่งงานได้ไม่นานตู่และภรรยาโดยอาศัยความขยันหมั่นเพียรและความอดออมรอมริบก็ได้สร้างฐานะตนเองขึ้น สามารถซื้อบ้านเป็นที่อาศัยของตนเอง และเช่าซื้อรถสำหรับใช้ในการทำงาน และในการส่งลูกสาวไปเรียนหนังสือชั้นประถมอีกด้วย เรียกว่าฐานะเริ่มพอมีอันจะกินแล้ว
ตู่เป็นคนรักครอบครัว ทุกวันจะไปส่งลูกสาวที่โรงเรียนและรับกลับบ้าน เว้นแต่จะมีความจำเป็นจริง ๆ เท่านั้นจึงจะให้ผู้เป็นภรรยาไปรับลูกสาวกลับบ้าน
ทุกเดือนตู่จะขับรถพาลูกเมียไปเยี่ยมแม่ที่จังหวัดนครสวรรค์ และกลับในเย็นวันอาทิตย์ ญาติพี่น้องในต่างจังหวัดหากเดินทางเข้ามากรุงเทพฯ ก็รักที่จะไปพักที่บ้านของตู่เพราะทั้งตู่และเมียมีน้ำใจโอบอ้อมอารี ใครไปมาหาสู่แล้วมีความรู้สึกอบอุ่นร่มเย็น
ผู้เป็นพี่ของตู่เคยแต่งงานมีบุตรแล้วคนหนึ่ง แล้วแยกทางกันอยู่ หลังจากนั้นก็แต่งงานใหม่ ตู่จึงรับเอาบุตรของพี่ชายมาอุปการะเลี้ยงดูให้อยู่อาศัยและเรียนหนังสือที่บ้านของตู่อีกคนหนึ่ง
ดูไปแล้วครอบครัวของตู่ก็มีความสุข มีความอบอุ่น มีความรุ่งเรืองก้าวหน้าตามฐานานุรูปอันควร ลึกลงไปก็คือแม้ว่าตู่จะกำเนิดในครอบครัวที่พ่อแม่แตกแยกกัน แต่อุปนิสัยที่มีความกตัญญูรู้คุณบุพการี โอบอ้อมอารีต่อคนทั้งปวง ทั้งความขยันหมั่นเพียรและความซื่อสัตย์ในการดำรงชีวิตจึงทำให้ชีวิตและครอบครัวของตู่ดีขึ้นและแตกต่างจากครอบครัวของผู้เป็นพ่อแม่และพี่น้องคนอื่น
แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น วันหนึ่งภรรยาของตู่ออกไปทำงานแต่เช้า ยังไม่ทันถึงที่ทำงานก็ได้รับโทรศัพท์จากครอบครัวของพี่ชายตู่ซึ่งอยู่ใกล้กันว่าตู่เสียชีวิตแล้ว
ผู้หญิงวัย 30 ปีเศษเมื่อได้ยินเหตุวิกฤตใหญ่ของชีวิตโดยไม่คิดฝันมาแต่ก่อนเช่นนี้ ก็เหมือนกับเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ฟ้าถล่มแผ่นดินทลาย รู้สึกว่าโลกนี้มืดสนิทลงในพลัน แต่พอตั้งสติได้ก็รีบกลับบ้าน
ผู้เป็นสามีที่นอนเตียงเดียวกันตั้งแต่เมื่อคืนกลายเป็นศพไปแล้วโดยไม่รู้เหตุรู้ผล โดยไม่มีการสั่งเสียบอกกล่าวเล่าความใด ๆ ให้ได้ทราบล่วงหน้าเลยแม้แต่น้อย
ตอนสายวันนั้นเพื่อนที่ทำงานของตู่พากันแปลกใจที่เห็นตู่เดินเข้ามาในที่ทำงานด้วยใบหน้าที่ซีดเผือด และหน้าตาที่เศร้าสร้อย เห็นใครก็ไม่ทักไม่ทาย ใครทักก็ไม่พูดจาด้วย และในขณะที่ไม่มีใครสังเกตเห็นความผิดปกตินั้น ก็ไม่มีใครเห็นตู่อีก
ตอนเที่ยงเพื่อนร่วมงานของตู่จึงได้รู้ข่าวว่าตู่เสียชีวิตแล้วตั้งแต่รุ่งสาง เพื่อนหญิงที่สนิทและเพื่อน ๆ ในที่ทำงานซึ่งต่างรักและห่วงตู่ด้วยกันทั้งนั้นจึงช่วยกันเก็บข้าวของของตู่ในที่ทำงานกลับบ้าน
งานศพของตู่จัดอย่างเงียบเชียบในท่ามกลางหมู่ญาติเพียงไม่กี่คนที่วัดโพธิ์ทองบน จังหวัดนนทบุรี ยกเว้นก็แต่บางวันที่เพื่อนร่วมงานของตู่และเพื่อนร่วมงานของผู้เป็นภรรยามาเป็นเจ้าภาพก็จะมีผู้คนหนาแน่นสักหน่อยหนึ่ง
แม่ของตู่ให้เก็บศพของตู่ไว้เกือบปีจึงทำการฌาปนกิจตามประเพณี แต่ก็ไม่มีวี่แววหรือสิ่งใดผิดสังเกต
วันที่ 25 เมษายน 2548 เวลาใกล้จะค่ำแล้วพี่ชายของตู่นำลูกชายซึ่งตู่ได้อุปการะเลี้ยงดูมาหาผู้เขียน แล้วบอกว่าในวันพรุ่งนี้ผู้เป็นลูกชายจะอุปสมบท จึงขอสมาลาโทษ
ได้ยินข่าวเช่นนั้นก็มีความยินดี และขออนุโมทนาในอุปสมบทนั้น หลังจากผู้ที่จะเป็นเจ้านาคกล่าวคำขออโหสิกรรมมอบธูปเทียนแพและกราบลงที่เท้าแล้ว ก็ได้กล่าวให้อโหสิกรรมและอนุโมทนา ทั้งได้ถามว่าได้บอกกล่าวให้บุพการีญาติพี่น้องได้ร่วมอนุโมทนาครบทุกคนแล้วหรือยัง
ผู้ที่จะเป็นเจ้านาคเป็นเด็กหนุ่มขี้อาย แต่มีอุปนิสัยนิ่งนุ่มนวล ไม่ตอบคำถามเอง แต่ผู้เป็นพ่อได้ตอบแทนว่าได้บอกกล่าวทุกคนแล้ว จึงได้เปล่งคำอนุโมทนาอีกครั้งหนึ่ง แล้วตั้งใจว่าขอบุญกุศลแห่งอุปสมบทนี้จงบังเกิดมีแก่ผู้เป็นบุพการีและญาติพี่น้องของเจ้านาคโดยทั่วกันเทอญ
ตั้งใจฉะนั้นแล้วก็รู้สึกขนลุกซู่วูบวาบแปลบปลาบชอบกล สายลมเย็นฉ่ำสายหนึ่งราวกับสายลมที่พัดพาก่อนที่สายฝนจะหล่นจากฟ้าพัดมาต้องกายให้เป็นที่น่ายินดี และน่าสบายกายยิ่งนัก ถึงกระนั้นใจก็ยังไม่นึกอะไร เข้าใจไปว่าฝนกำลังจะตก
ในคืนวันนั้นบรรดาญาติพี่น้องของเจ้านาคทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดพากันมาที่งาน และหลายคนก็ค้างที่บ้านตู่ ในจำนวนนี้มีผู้เป็นแม่เจ้านาคซึ่งเป็นภรรยาเก่าของพี่ชายตู่ด้วย
ดึกคืนวันนั้นแม่ของเจ้านาครู้สึกเหมือนกับว่ามีคนมายืนอยู่ที่ปลายเท้าที่นอน แต่ก็ไม่เห็นอะไร พอจะเคลิ้มก็รู้สึกเหมือนว่ามีคนมาดึงเท้าแต่ก็ไม่เห็นสิ่งใด ถึงกระนั้นก็ไม่มีเหตุการณ์ที่น่าหวาดเกรงสะพรึงกลัวนอกเหนือจากนี้
วันที่ 26 เมษายน 2548 เวลาเช้า ผู้เป็นพ่อแม่ครอบครัวและญาติพี่น้องของเจ้านาครวมทั้งแม่ของตู่และผู้เป็นภรรยาของตู่ต่างก็ไปพร้อมกันที่วัดโพธิ์ทองบน
หลังจากโกนหัวเจ้านาค แต่งชุดขาวตามประเพณีแล้ว เจ้านาคซึ่งเป็นคนขี้อาย นุ่มนวลและนิ่งเงียบกลับมีลักษณะผิดปกติไป มีท่าทางหลุกหลิก โยกตัวไปมา แล้วเรียกหาภรรยาของตู่พร้อมทั้งผู้เป็นแม่และลูกสาว
ผู้คนทั้งงานพากันแปลกประหลาดใจ ในทันใดนั้นเจ้านาคก็เอ่ยปากว่า นี่ตู่นะ ทุกคนจึงเข้าใจว่าเห็นจะเป็นวิญญาณตู่มาเข้าสิงเจ้านาคเป็นแน่แท้
เจ้านาคได้ทักทายผู้เป็นลูกสาวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ แล้วบอกว่าพ่อรักและห่วงลูกมากนะ ตอนเช้าพ่อยังตามไปส่งที่โรงเรียนทุกวัน ตอนเย็นก็ยังไปรับกลับจากโรงเรียนทุกวัน เจ้านาคพูดเหมือนกับคนกำลังจะร้องไห้
ผู้เป็นแม่และผู้เป็นเมียเห็นดังนั้นก็พากันร้องไห้ ผู้เป็นแม่อดใจไม่ได้จึงถามว่าลูกเป็นอะไรถึงตาย เจ้านาคก็ตอบว่าเจ็บที่หน้าอกมานานแล้ว แต่ไม่ได้บอกใคร และไม่คิดว่าจะตาย แต่ยังห่วงลูก ห่วงแม่ ห่วงพี่ ห่วงเมีย
เจ้านาคยังหันมาทักทายผู้เป็นพี่ชายว่าทุกครั้งที่พี่ขับรถไปเยี่ยมแม่ที่นครสวรรค์นั้น ก็ยังนั่งไปเป็นเพื่อนเพราะห่วงใยว่าจะเป็นอันตราย เจ้าผู้พี่ก็พานร้องไห้ไปอีกคนหนึ่ง
หลังจากทักทายตามประสาเช่นนั้นแล้ว ผู้เป็นเจ้านาคก็ต่อว่าทั้งแม่และพี่ชายว่ารอคอยมาตั้งนานแล้ว จะบวชหลานทั้งทีทำไมถึงไม่บอกกล่าวให้ได้ร่วมอนุโมทนาบ้าง เพราะเป็นคนเลี้ยงหลานมากับมือ
เสียงร้องไห้ระงมงาน ทั้งผู้เป็นแม่และผู้เป็นพี่ชายต่างพากันขอโทษและบอกกล่าวอุปสมบท และขอให้ตู่ได้รับส่วนแบ่งกุศลแห่งอุปสมบทครั้งนี้ด้วย เพื่อจะได้ไปผุดไปเกิดในที่ชอบ
เจ้านาคก็ร้องไห้ แล้วบอกว่ามีความอิ่มอกอิ่มใจและมีความสุขแล้ว ผลบุญกุศลครั้งนี้เป็นที่พอใจแล้ว และจะไปเกิดแล้ว
ทุกคนก็ร้องไห้ เจ้านาคก็ร้องไห้ ครู่หนึ่งเจ้านาคก็มีอาการปกติลง และถามว่าเกิดอะไรขึ้น หลังจากได้รับคำบอกเล่าแล้วเจ้านาคก็กราบขออโหสิกรรมต่อตู่ และขออุทิศส่วนกุศลในบรรพชาอุปสมบทเพื่อให้ตู่ไปเกิดใหม่ในที่ชอบ
เรื่องก็มีอยู่เช่นนี้ และเรื่องเช่นนี้ก็ไม่ใช่เพิ่งมีเรื่องนี้เป็นเรื่องแรก ปมเงื่อนอยู่ที่ว่าเมื่อได้ยินได้ฟังเรื่องเช่นนี้แล้วจะมีความดำริไปในทางเชื่อในทางหลงงมงายที่ไม่เป็นสาระและไม่เป็นประโยชน์แก่ชีวิต หรือจะมีความดำริที่ชอบเห็นความไม่เป็นแก่นสารของชีวิตและสังสารวัฏนี้
ผู้เป็นพุทธศาสนิกชนเมื่อได้ยินได้ฟังได้รู้เรื่องเช่นนี้แล้วก็ย่อมสรรเสริญพระคุณของพระบรมศาสดา น้อมรำลึกถึงพระคุณแห่งการตรัสรู้ของพระองค์ น้อมรำลึกถึงพระธรรมที่พระองค์ทรงแสดง
น้อมรำลึกว่าชีวิตนี้ไม่ว่าจะเป็นชีวิตของยาจกอนาถาหรือผู้มั่งมีหรือผู้มั่งคั่งเป็นมหาเศรษฐี หรือผู้มีตำแหน่งใหญ่โตอัครฐานในทางการเมืองหรือบ้านเมือง แม้จะมีความแตกต่างกันในทางอื่นแต่ก็มีความเหมือนกันในความเป็นจริง คือมีความเกิดแล้วย่อมถูกความแก่ครอบงำ ย่อมมีความตายเป็นที่สุด อำนาจและทรัพย์สิ่งศฤงคารใด ๆ ไม่สามารถป้องกันหรือหลีกหนีให้พ้นจากอำนาจแห่งมฤตยูได้เลย
เมื่อชีวิตนี้ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และมีความตายเป็นที่สุด โดยที่ไม่สามารถนำพาสิ่งใด ไม่ว่าจะรักหวงแหนสักปานใดไปได้เลยเช่นนี้แล้ว จึงพึงละวางความยึดมั่นถือมั่นและเร่งทำความดีทำให้ชีวิตนี้ถึงซึ่งความประเสริฐและเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นด้วยความไม่ประมาทเถิด เพราะทุกคนก็ย่อมมีชะตากรรมเช่นเดียวกับตู่นั่นแหละ ดังนี้แล้วก็จะไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นชาวพุทธ
จากคุณ :
superbat
- [
29 เม.ย. 48 06:21:37
]