CafeTech-ExchangePantip MarketChatPantownBlogGangGameRoom


    เรื่องเก่า...เขาเล่าว่า ( ตอนที่ 1 )

    *************************************

      ผีกระสือมลายู...

    *************************************

    " นายนุ้ย "  เล่าประสบการณ์ขนหัวลุก...เรื่องผีกระสือในมลายู

    ++++++++++...........................++++++++++........


    เมื่อเด็กๆ...ผมอยู่ในมลายู ( ปัจจุบัน คือมาเลเซีย ) ได้ฟังผู้ใหญ่เล่าเรื่องผีๆ สางๆ หลายเรื่อง กระทั่ง...ย้ายมาอยู่ในเมืองไทยแล้วจึงได้รู้ว่า คนในย่านนี้...มีความเชื่อเรื่องผีคล้ายๆ กันแทบไม่น่าเชื่อ


    คนไทยเชื่อว่า...เสือสมิงมีจริง สาเหตุมาจากกินคนเข้าไปแล้วเกิดติดใจในเนื้อมนุษย์ คงจะติดใจจนจับกินหลายคน วิญญาณผู้ตายสิงอยู่นานๆ ก็แก่กล้า...ถึงขนาดทำให้เสือแปลงร่างเป็นคนได้ตามใจชอบ ไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่...เด็กหรือคนแก่ ( ที่เคยตกเป็นเหยื่อมาก่อน ) เพื่อล่อหลอกให้เหยื่อรายใหม่ตายใจ ได้โอกาสก็จะตระครุบกินอย่างง่ายดาย


    ที่มลายูก็เชื่อเรื่องเสือสมิง...แบบเดียวกับเมืองไทยนั่นแหละครับ มีพวกนายพรานกับพวกหาของป่า รวมทั้งพวกลูกหาบที่รอดตายกลับมาเล่าตรงกันว่า...เคยพบเสือสมิงมาขบหัวคนไปกิน เห็นเป็นคนอยู่ดีๆ ก็กลายเป็นเสือลายพาดกลอนตัวใหญ่ คำรามโฮก ขย้ำคอหอยคนชะตาขาด...ถึงตายคาที่

    คนอื่นๆ ก็พากันตกใจแทบเสียสติ ทั้งร้องทั้งวิ่งหนี...จนป่าราบไปตามๆ กัน


    เรื่อง " ผีกระสือ "  ก็เชื่อตรงครับ...


    ไทยเราเชื่อว่า...ผีกระสือจะออกหากินตอนกลางคืน อาหารคืออาจมและของสดๆ คาวๆ คล้ายผีปอบ บางแห่งก็เชื่อว่า...ผู้หญิงที่คลอดลูกใหม่ๆ มีน้ำคาวปลา เลือดสดๆ ด้วย ผีกระสือได้กลิ่นเลือดก็จะมาหากิน ที่หนักกว่านั้นก็คือ...มันกินเด็กทารกแรกเกิดนั่นเสียด้วย !!!


    เมื่อกินแล้วก็จะเช็ดปากกับผ้าที่ใครตากค้างคืนไว้ รุ่งเช้ามาเห็นเข้าก็รู้แน่ว่า...ในย่านนั้นมีผีกระสือ


    สิ่งที่ตรงกันอีก 2-3 อย่างก็คือ...ผีกระสือจะเป็นผู้หญิง มีทั้งสาวและแก่ ข้อสำคัญคือ มีแต่หัวกับตับไตไส้พุง ล่องลอยไปในอากาศพลางส่องแสงวูบวาบไปด้วย จะมีแตกต่างกันนิดหน่อยก็ตรงที่...กระสือไทยมีแสงสีเขียว ส่วนกระสือที่มลายูมีแสงสีเหลือง


    ผีกระสือทั้งสองชาตินี้...มีความกลัวหนามแหลมๆ ที่จะเกี่ยวลำไส้ของมัน เช่นเดียวกัน!


    วิธีป้องกันผีกระสือของไทยกับมลายู...ก็เหมือนกันด้วยครับ  นั่นคือ...เมื่อรู้ว่ากระสือกลัวหนาม เพราะสังเกตจากการลอยตัวสูงๆ ของมัน คนไทยจึงใช้หนามไผ่มาสะรั้วสูงๆ เพื่อป้องกันมันเข้าเขตบ้าน  นอกจากนี้...เพื่อความรอบคอบยังปลูกกอไผ่และมะขามเทศเอาไว้รอบๆ บ้านอีกด้วย


    สมัยโบราณตามชนบท...ที่เชื่อว่ามีผีกระสือมาป้วนเปี้ยน ก่อความเดือดร้อนในหมู่บ้าน ก็จะมีการเอาหนามพุทรามาสะไว้ตรงใต้ถุนตรงร่องถ่ายหนัก-เบา เพื่อป้องกันกระสือและยังช่วยให้สบายใจขึ้นด้วย


    ครับ...มีคำพูดเก่าๆ ว่า " กัน...กระสือล้วงก้น "


    คนมลายูเรียกผีกระสือว่า...ฮันตู ปินังกาลัน  และกระสือของมลายูนี้ ก็มีรสนิยมเรื่องอาหารคล้ายคลึงกับผีปอบไทย คือ...ชอบกินของสดๆ คาวๆ มากที่สุด โดยเฉพาะเด็กแรกเกิดต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ หาไม่จะตกเป็นเหยื่ออันโอชะของกระสือโดยง่าย !!!


    เขาจึงใช้ไม้มีหนามป้องกันแบบไทยเรา...ซึ่งผมลืมชื่อเสียแล้ว แต่จำได้ว่า...กิ่งและใบของมันมีลักษณะเหมือนลำเจียก โดยนำมาแขวนไว้ตามประตูหน้าต่างที่หญิงคลอดลูกใหม่ๆ หลับนอนอยู่  เชื่อว่า...ผีกระสือกลัวไม้ชนิดนี้เกี่ยวไส้มันจนเจ็บปวดทรมาน และจะทำให้มันหลบหนีการไล่ล่าของคนไปไม่พ้น


    ชาวมลายูอาจจะ...กลัวผีกระสือมากกว่าไทย หรือไม่กระสือมลายูก็ดุร้ายกว่าเรา  เพราะเมื่อมีเด็กแรกเกิด...เขาจะใช้แป้งเจิมหน้าผากเด็ก โดยเด็กชายเจิมเป็นรูปคล้ายสามง่าม ส่วนเด็กผู้หญิง...เจิมเป็นรูปกากบาท


    ผู้เฒ่าผู้แก่บอกว่า...เป็นความเชื่อมาแต่โบร่ำโบราณ ว่าผีกระสือเห็นแล้วจะหวาดกลัวจนต้องรีบหนี ( หมายถึงมันเล็ดลอด...ไม้หนามเข้าไปได้ )  อาจจะเข้าทำนองผีไทยกลัวผ้ายันต์ที่ลงคาถาอาคมศักดิ์สิทธิ์...ปิดไว้ตามประตูหน้าต่างก็เป็นได้


    ถ้าใครประมาทหรือดูหมิ่น...ก็มักจะประสบเคราะห์กรรมโดยไม่นึกฝัน!





    ครับ...ก่อนที่ครอบครัวผมจะอพยพมาอยู่เมืองไทย มีผู้หญิงคนหนึ่งเพิ่งคลอดลูกได้ไม่กี่วัน ญาติผู้ใหญ่ก็ไปเจิมหน้าเด็ก...และหาไม้หนามมาสะไว้รอบๆ ห้อง แต่เมื่อคล้อยหลังญาติผู้ใหญ่ที่อยู่คนละบ้าน สามีของเธอซึ่งเป็นคนมีการศึกษามาจากปีนัง...เห็นว่าเป็นเรื่องเหลวไหลและงมงายสิ้นดี จึงลบแป้งที่เจิมหน้าลูกออก พร้อมกับกระชากไม้หนามกันผี...ขว้างออกไปนอกบ้านจนหมดสิ้น


    ตอนดึกคืนนั้นเอง...ชาวบ้านได้ยินเสียงหวีดร้องโหยหวนของผู้หญิงที่เพิ่งคลอดลูกใหม่  ต่างก็ชวนกันถือไต้ถือไฟออกไปดู


    ทุกคนล้วนตกตะลึงไปตามๆ กัน ออกนามพระเป็นเจ้า...ปากคอสั่น เมื่อเห็นทารกโดนกัดทึ้งเหวอะหวะ ไส้พุงขาดกระจุยกระจาย เหม็นคาวเลือดคละคลุ้ง แม่ของเด็กร้องไห้ปิ่มว่าจะขาดใจตาย ส่วนพ่อเด็กคนทำเรื่อง...ก็ได้แต่ฟุบหน้าลงร่ำไห้กับฝ่ามือทั้งสองข้าง สะอึกสะอื้นจนตัวโยน


    เมื่อเขาดูหมิ่นความเชื่อของบรรพบุรุษ...จึงถูกลงโทษ อย่างทันตาเห็นเช่นนี้เอง



    ++++++++++++++++++..........++++++++............



    ที่มา : คอลัมน์ ขนหัวลุก

    โดย...ใบหนาด

    จาก - หนังสือพิมพ์ข่าวสด หน้า 38 - ฉบับวันที่ 19 กค 47

     
     

    จากคุณ : ระนาดแก้ว - [ 4 ส.ค. 48 14:27:29 ]

 
 


ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏในกระทู้ที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการตั้งกระทู้และถูกส่งขึ้นกระดานข่าวโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่ง PANTIP.COM มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานทราบ เพื่อดำเนินการต่อไป