CafeTech-ExchangePantip MarketChatPantownBlogGangTorakhongGameRoom


    ปักษานาคา ตอนที่1 ปางบรรพ์ (รอมแพง)

    ปักษานาคา ตอนที่1 ปางบรรพ์

    ฟ้าที่พร่างพรายไปด้วยดวงดาวระยิบระยับ...ลมเย็นโชยแผ่วเข้าไปในตำหนักใหญ่ กลางลานสวนดอกไม้คงอยู่ด้วยสองดวงจิต ร่างหนึ่งบอบบางมีแววตาคล้ายผ่านเรื่องราวมามากมาย..อีกร่างที่บึกบึนแข็งแรงทรุดตัวลงเกาะเข่าเอ่ยคำ

    “ท่านแม่..เหตุใดเราถึงต้องเป็นข้าทาสรับใช้เทพนาคากับท่านป้ากัทรุด้วยจ๊ะ..?..” คำถามของลูกทำให้นางวินตาทอดถอนหายใจ

    “เหตุใดจึงได้คิดถามแม่เล่า..เทพสุบรรณ?..”

    แทนที่จะตอบคำกลับย้อนถามผู้เป็นลูกด้วยความอึดอัดใจ สายตาอ่อนโยนที่มองลูกชายคนเล็กมีแววเห็นใจ  ร่างสูงใหญ่บึกบึนประกอบด้วยราศีและแสงสว่างรุ่งโรจน์แห่งเทพ ยามอยู่ในเขตตำหนักตนมักกลายร่างจากการมีจงอยปากแหลมและปีกแผ่กว้างเหมือนนกอินทรี มาเป็นชายหนุ่มหน้าตาคมสันน่ามอง..

    หวนนึกถึงอดีตที่นางกับนางกัทรุคอยแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกันเสมอก็ยิ่งสะท้อนใจ  นางและนางกัทรุต่างก็เป็นพี่น้องกันมีบิดาเป็นพระทักษะเช่นกัน กลับต้องมาหมองใจเพราะต้องแต่งกับพระกัสยป และคอยทำตนให้เด่นเพื่อให้สามีรักใคร่มากกว่าอีกฝ่าย..จวบจนมีลูกก็จำต้องมามีพร้อมกัน หากแต่นางกัทรุมีลูกอยู่ในฟองไข่เพียงฟองเดียว ส่วนนางวินตานั้นได้กำเนิดมาถึงสองฟอง..

    นางกัทรุโชคดีที่ลูกกระเทาะฟองไข่ออกมาก่อนเป็นนาคราชที่มีฤทธิ์เดชจนทำให้นางวินตารู้สึกริษยาและอดรนทนไม่ได้ ต้องไปแกะฟองไข่ของตนบ้างด้วยความร้อนใจ

    ทันทีที่ฟองไข่ถูกแกะออกก็ปรากฏมาเป็นบรุษหนุ่มผู้งดงามนามว่าอรุณเทพ...ทว่าขาพิการลีบแบนจนน่าใจหาย  

    “ท่านแม่..ท่านทำอย่างนี้กับข้าได้อย่างไร...เพราะท่านแท้ๆทำให้ข้าต้องมีร่างกายพิการจนน่าเกลียดเช่นนี้...ข้าจะไม่มีวันให้อภัยท่านเป็นเด็ดขาด...ท่านผู้มีความริษยาเกาะกุมจิตใจ ข้าขอสาปแช่งให้ท่านไปเป็นทาสของผู้ที่ท่านริษยาเป็นเพลา 500ปี...”

    กล่าวจบร่างอันงดงามแต่พิการด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของผู้เป็นมารดาก็เหาะและกลายร่างเป็นม้าขึ้นไปเป็นพาหนะให้กับพระอาทิตย์ ด้วยความที่น้อยอกน้อยใจในตัวของมารดาที่ นอกจากจะทำให้ตนพิการแล้วฤทธิ์เดชยังอ่อนด้อยกว่าเหล่าเทพที่กำเนิดในระยะเดียวกัน...

    เหตุการณ์ครั้งนั้นนอกจากจะทำให้นางวินตาเสียใจอย่างมากมายก็ยังทำให้ต้องเฝ้ารอคอยแทบกินไม่ได้นอนไม่หลับกับไข่อีกฟองที่ยังไม่ยอมออกมาจากเปลือกที่ห่อหุ้ม...

    “วินตาน้องรัก เป็นอย่างไรบ้างเล่า...มานั่งเฝ้าฟองไข่อยู่เช่นนี้ไม่เบื่อบ้างหรือไร..”น้ำเสียงเยาะเย้ยของนางกัทรุผู้มีศักดิ์เป็นพี่สาวสร้างความแค้นเคืองให้กับร่างบางตรงหน้ายิ่งนัก

    “อันความรักของแม่ที่มีต่อลูกเป็นเยี่ยงไร ...คาดว่าท่านพี่กัทรุก็คงทราบดีอยู่แก่ใจ..”เมื่อได้ยินเสียงฉุนเฉียวของน้องสาวก็ต้องปรับเสียงให้อ่อนลง

    “เอาเถิดๆ...ช่วงนี้เราก็เบื่อๆ ก็เลยอยากจะหาอะไรมาทำเล่น แต่ไม่ทราบว่าน้องพี่จะยอมเล่นด้วยหรือไม่..”    อิทธิฤทธิ์ของคำสาปอรุณเทพเริ่มสำแดงปรากฏ...ทันทีที่ได้ยินเสียงท้าทายก็ต้องเชิดหน้ารับคำท้า

    “แล้วจะเล่นเยี่ยงไร  ผู้น้องจะขอเล่นด้วยสักครา..”

    “เรามาพนันกันดีหรือไม่..น้องคิดว่าม้าของพระอาทิตย์มีกายเป็นสีใด..”

    ใบหน้าของผู้เป็นน้องแย้มยิ้มก่อนจะตอบคำ

    “มันก็ต้องแน่อยู่แล้ว..ว่าจะต้องเป็นสีแดง..พระอาทิตย์เรืองฤทธิ์เรืองแสงแดงสว่างออกเยี่ยงนี้..”  นางกัทรุยิ้มเยาะ

    “แต่พี่ว่าเป็นสีดำ...” นางแอบแบมือส่งแมลงวิเศษไปบอกความกับเทพนาคาผู้เป็นลูกชายในเรื่องการพนันในครั้งนี้..

    “หากว่าเป็นสีแดงแล้วไซร้ พี่จะยอมตัวเป็นทาสน้อง500ปี แต่หากเป็นสีดำ น้องต้องมายอมตัวเป็นทาสพี่ 500 ปี ตกลงตามนี้หรือไม่?..”

    นางวินตายิ้มด้วยความมั่นใจ

    “ย่อมได้..ถึงอย่างไรม้าพระอาทิตย์ก็ไม่มีทางเป็นสีดำไปได้ดอก...”

    แมลงวิเศษบินไปบอกคำท้าแก่เทพนาคา เทพนาคาจึงรีบเหาะขึ้นไปดูม้าพระอาทิตย์ ก็พบว่าเทพอรุณมีผิวกายแดงก่ำโยกกายโขยกเขยกตามความพิการของตน จึงบอกความกับเทพอรุณในเรื่องการพนัน เป็นเหตุให้เทพอรุณพอใจเป็นอย่างยิ่ง

    “ดี..และแล้วคำสาปของเราก็จะเป็นความจริง แม่ใจร้ายเยี่ยงนี้ย่อมต้องได้รับการตอบแทนที่สาสม ท่านรีบพ่นพิษใส่กายเราให้เป็นสีดำก่อนที่ ท่านแม่ของท่านกับข้าจะมาพบเถิด..”

    ด้วยความเจ็บแค้นแต่หนเดิมบังตาให้เทพอรุณต้องการแกล้งแม่ของตนประกอบกับแรงคำสาปทำให้ คิดผิดทำร้ายมารดาของตนเสียอย่างไม่พอที่...

    ดังนั้นเมื่อนางวินตาและนางกัทรุเหาะมาถึงม้าพระอาทิตย์ก็พบว่าร่างกายม้าเป็นสีดำ นางวินตาเฝ้าเรียกหาลูกของตนให้ตอบคำ

    “อรุณเทพ ลูกแม่นี่กายเจ้าเป็นสีดำได้อย่างไร...อรุณเทพตอบคำแม่ด้วยเถิด..” เทพอรุณไม่ยอมตอบคำมิหนำซ้ำยังเมินไม่ยอมมองหน้ามารดาด้วยความแค้นเคือง.. นางวินตาก้มหน้าร่ำไห้ด้วยความเสียใจ...ในใจนางนอกจะสงสารลูกแล้วยังตำหนิตัวเองอย่างใหญ่หลวง จึงไม่ได้เคืองโกรธที่ลูกคนโตของตนทำท่าไม่สนใจไยดีเช่นนี้...

    “เอาล่ะๆ..ก็เป็นอันว่า วินตาน้องรักก็จะต้องมาเป็นข้าทาสพี่ถึง500ปี ใช่หรือไม่...ฮ่าๆๆ..”

    เสียงหัวเราะของนางกัทรุสร้างความแค้นใจให้กับนางวินตาเป็นอย่างมาก หากแต่วาจาที่ลั่นไปแล้วไม่สามารถคืนคำได้ จึงจำต้องรับใช้นางกัทรุและเทพนาคาตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา...

    “ว่าอย่างไรเล่าจ๊ะ ข้าอยากทราบความว่าเหตุใด  พวกเราถึงต้องมาเป็นข้ารับใช้ ท่านป้ากัทรุเยี่ยงนี้เล่า?”

    นางวินตาลูบศีรษะของลูกชายด้วยความเมตตาก่อนจะบอกเล่าถึงการพนันที่นางเป็นฝ่ายพ่ายแพ้...เมื่อเทพสุบรรณทราบความจึงเกิดความสงสัยอย่างใหญ่หลวง...อีกทั้งคิดจะปลดเปลื้องภาระให้แม่ผู้อ่อนโยน เพราะนับกันตามฤทธิ์เดชแล้ว ตัวของเทพสุบรรณยังมีอิทธิฤทธิ์ที่ทรงมหิทธานุภาพเสียยิ่งกว่าเทพนาคาหลายเท่านัก...ความยิ่งใหญ่ของแสงแห่งเทพและฤทธิ์เดชเทียบเท่าได้กับพระอัคคี เลยทีเดียว...

    “ลูกจะไปถามเทพนาคาว่า มีหนทางใดบ้างที่จะชดเชยคำพนันในครั้งนั้น..อย่างไรลูกก็มิยอมให้พวกเราต้องตกเป็นข้าทาสของท่านป้ากัทรุและเทพนาคาอีกเป็นเด็ดขาด...”

    น้ำเสียงมุ่งมั่นนั้นจบลงด้วยกิริยาโผเผ่นออกไปจากตำหนัก  ร่างกายสง่างามกลายร่างเป็นสีทองเปล่งประกายใบหน้าขาวใส ดวงตาคมโตเป็นสีน้ำเงินเข้ม ปีกแข็งแรงงอกออกมาเป็นสีแดงเข้ม และจงอยปากอันแข็งแรงบ่งบอกถึงชาติพันธุ์พญานกผู้ยิ่งใหญ่...

    เมื่อเทพนาคาฟังจบความถึงคำถามที่เทพสุบรรณต้องการคำตอบ ก็ต้องหรี่ตาครุ่นคิด  นางกัทรุก้มหน้าอมยิ้มกับตักของตัวเองเมื่อได้ยินคำตอบของลูกชาย

    “วิธีทดแทนอย่างนั้นหรือ?..ง่ายมาก..เจ้าจะต้องไปนำเอาน้ำอมฤต มาให้พวกเรา เมื่อเราได้รับผอบน้ำอมฤตแล้วไซร้ ก็จะถือว่าคำพนันนั้นได้รับการชดเชยที่เหมาะสมแล้ว...”  คำตอบที่ได้ยินทำให้เทพสุบรรณขมวดคิ้วด้วยความหนักใจ ..หากปากก็เอ่ยตอบรับ

    “ตกลงตามนี้..”  ว่าแล้วเทพสุบรรณก็โผนโจนทะยานไปยังเขตของพระจันทร์ซึ่งเป็นผู้รักษาน้ำอมฤตไว้  ในใจของเทพสุบรรณทราบว่าสิ่งที่จะทำนั้นย่อมไม่เกินความสามารถแต่อาจจะทำให้เกิดการสู้รบกันกับเหล่าเทวดาที่อารักษ์น้ำอมฤตอยู่จนเป็นเหตุให้เคืองใจกันเป็นแน่...แต่ความคิดนั้นก็ไม่อาจหยุดการกระทำที่จะทำให้ตนและมารดาหลุดพ้นจากคำสัตย์ในการพนันได้..

    เมื่อล่วงเข้าเขตสำคัญก็ปรากฏเหล่าเทวดาที่ทราบข่าว มาช่วยกันต่อสู้ป้องกันน้ำอมฤต หากแต่ก็สู้พลังและฤทธิ์เดชของพญานกไม่ได้  อาวุธในกายคือเล็บปีก และจงอยปากทรงอานุภาพสร้างความแสบร้อนให้กับคู่ต่อสู้อย่างมากมาย  ปีกที่กระพรือพาให้ฝุ่นตระหลบจนแทบมองกันไม่เห็นตัว...เทพวายุช่วยพัดพาฝุ่นเพื่อให้เห็นการต่อสู้ถนัดชัดตา ก็ทราบว่าฝ่ายเทวดาเป็นผู้เพลี้ยงพล้ำ..

    เมื่อเห็นว่าทางฝ่ายเทวดาเปิดทางให้ด้วยสู้ฤทธิ์เดชไม่ได้ ร่างบึกบึนก็ก้าวเข้าไปในเขตของน้ำอมฤต ก็พบว่ารอบบริเวณนั้นถูกวางไปด้วยไฟกรดที่ร้อนแรงยิ่งกว่าดวงอาทิตย์ จึงได้แปลงศีรษะนกถึง 8100 หัว บินไปอมน้ำจากแม่น้ำทั้งหลายจนหมดทุกหัว เพื่อเอามาดับไฟนั้นจนสำเร็จ..

    ครั้นพอเดินเข้าไปใกล้ก็พบว่ามีจักรหมุนวนรอบผอบน้ำอมฤตจึงได้แปลงกายเป็นนกตัวเล็กที่สุดเพื่อไปยกเอาน้ำอมฤตออกมาหากแต่ก็เจอกับนาคสองตัวพ่นพิษใส่จึงได้ใช้กรงเล็บฉีกนาคออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยก่อนที่จะนำน้ำอมฤตออกมาได้..

     
     

    จากคุณ : จอมนาง - [ 4 พ.ค. 49 22:21:29 ]

 
 


ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏในกระทู้ที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการตั้งกระทู้และถูกส่งขึ้นกระดานข่าวโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่ง PANTIP.COM มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานทราบ เพื่อดำเนินการต่อไป