Pantip-Cafe | Pantip-TechExchange | PantipMarket.com | Chat | PanTown.com | BlogGang.com  


 
Aupair in America  

  ตอน  1   ก้าวแรก
ฝันเป็นจริง
ฉัน ชื่อจอย สาวไม่น้อยวัย 25 ปี เป็นคนจังหวัดพัทลุง  และยังคงความเป็นโสดพร้อมๆกับความสวย    น่ารัก ที่พกพาเอาส่วนสูง 170 ซม. หนัก 52  กก.  เข้าประกวด  ซึ่งจากผลสำรวจของสวนสัตว์ดุสิต บอกว่า หมายังเมิน   และฉันก็เป็นคนหนึ่งซึ่งมีความใฝ่ฝันว่าสักวันฉันจะต้องไปอเมริกาให้ได้ ไม่ใช่เพราะอยากมีแฟนนะ แต่อยากเที่ยวผจญภัยไปในโลกกว้าง เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ   แต่ถ้าได้แฟนเป็นหนุ่มอเมริกันก็ถือว่าเป็นโปรโมชั่นไป  แต่ทำไงดี เงินไม่มีทำงานก็ไม่มีเงินเก็บ เพราะเงินเดือนส่วนใหญ่หมดไปกับค่าเครื่องสำอางค์,ค่าเช่าห้อง,ค่าเสื้อผ้า และอีกสารพัดค่าที่ตามมาซึ่งคนใช้เงินก็ไม่รู้เหมือนกัน  แล้ววันหนึ่งโอกาสของฉันก็มาถึงเมื่อฉันได้พบกับชายหนุ่ม เฮ่ย ไม่ใช่ เพื่อนรุ่นน้องที่มาเป็นออแพร์และบอกถึงทางรอดทางเดียวของฉันที่ทำให้ความฝันที่ไกลเกินเอื้อมอยู่แค่หน้าประตู คือ การมาเป็นออแพร์ ฟังดูแล้วหรูดี แต่มันมีอะไรมากกว่าที่ฉันคิดเยอะมาก นี่คือจุดเริ่มต้นแค่นั่นเอง ก็อย่างที่รู้กันออแพร์ก็คือพี่เลี้ยงเด็ก อยู่กับครอบครัวชาวอเมริกัน แล้วก็ไปเรียนตามที่ทางโครงการกำหนด  แต่สถานภาพแตกต่างกับbaby sister และ Nanny เยอะมากในเรื่องรายได้และความเป็นอยู่แต่ออแพร์ก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรในบางครั้ง  แถมมาได้ง่ายแสนง่าย ลงทุนน้อยแต่ทุกข์ใจนาน ถ้าเกิดเลือก Host family ผิด เอาละยังไงก็อยากมาอเมริกามากถึงมากที่สุดแถมโครงการก็น่าเชื่อถือก็เลยตัดสินใจเก็บชั่วโมงเลี้ยงเด็ก ยื่นเอกสารกว่าจะเสร็จสิ้นการเตรียมเรื่องเอกสารก็เล่นเอาเกือบไม่รอดเพราะเอกสารเยอะแยะมากมาย  แมทกับโฮสเรียบร้อยก็ถึงขั้นตอนการสัมภาษณ์วีซ่าเอาละที่นี่จะหา Statement ที่ไหนมาโชว์ได้ที่ไหน เพราะที่บ้านค่อยข้างจะมีฐานนะ(ยากจน) ทำไงดี คิด คิด แล้วก็คิดไม่ออก  และแล้วพระเจ้าก็เข้าข้างคนสวย(น้อย) เผอิญพ่อเป็นคนกว้างขวางในหมู่บ้านก็เลยรู้จักคนเยอะ ขอความช่วยเหลือจากคนรู้จักได้บ้างก็เลยเริ่มนับญาติกับคนมีฐานะ ซึ่งนับแล้วก็สรุปว่าเป็นญาติกัน (ไม่ใช่ญาติก็จะนับล่ะ) และก็นับได้ว่า เราก็มีญาติฐานะดีมีเงินถุงเงินถังกับเค้าบ้างเหมือนกัน แต่ ห่าง ๆ และห่างมากๆ  แต่เราต้องไปเจอและพูดกับเค้าเพื่ออธิบายรายละเอียด เพราะต้องให้เค้าเซ็นต์รับรองเป็นผู้ปกครองและเอาสมุดบัญชีมาโชว์ให้กับโครงการ  ญาติคนนั้นเราก็ไม่เคยรู้จักไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนในชีวิต แกชื่อพี่เล็ก และแล้วฉันก็นัดเจอกับพี่เล็ก แต่ฉันก็ใช้ความกล้าบวกความหน้าด้านนิดหน่อยไปเจอเค้าและอธิบายเรื่องโครงการนี้ให้ฟังบวกกับการโม้นิดๆใส่ไข่หน่อยๆ พอ ขำขำ เราก็เลยได้ผู้ปกครองจำเป็น (ขอบคุณค่ะพี่เล็ก ในความช่วยเหลือที่ใหญ่ยิ่ง) และแล้วก็มาถึงวันสัมภาษณ์วีซ่าเวลานัด 09.00 น. ของวันที่ 15 มกราคม 2551 แต่ไปถึงสถานทูตตั้งแต่ 07.00 น. เพราะกลัวและตื่นเต้นมากจนเว่อร์  ในวันนั้นมีเพื่อนที่มาพร้อมกันประมาณ7 คน ในจำนวนนั้นมีเพื่อนคนหนึ่งจากศูนย์เชียงใหม่สัมภาษณ์พร้อมกันเค้าตื่นเต้นมากไปหน่อยเจ้าหน้าที่ถามว่ารักเด็กไหม เพื่อนตอบว่า No เอาละซิแต่เจ้าหน้าที่(ถึงจะเป็นฝรั่งหน้าโหด) ก็ใจดีอยู่บ้างบอกว่าให้ไปต่อแถวใหม่ แต่เพื่อนเข้าใจว่าให้กลับบ้านไป แล้วเธอก็เริ่มหน้าเสีย วิ่งไปข้างนอกเพื่อจะโทรติดต่อพี่ที่ไทย อเมริกัน ออแพร์ซึ่งเป็นเอเจนซี่ของพวกเรา แต่โชคดีเพื่อนที่ยื่นอยู่ข้างๆเก่งภาษาอังกฤษ และเป็นนักวิ่งทีมชาติเพราะคุณเธอวิ่งเร็วมากๆ และวิ่งตามไปบอกว่าคำแปลว่าที่ถูกต้องว่า ให้เพื่อนคนนั้นไปสงบสติอารมณ์ แล้วต่อแถวสัมภาษณ์ใหม่  understand!! ที่นี่ก็ โล่งอกกันไปตามๆเลย ไอ้เราก็ใจเสียกลัวไปหมด และที่สำคัญกลัวว่าจะฟังไม่รู้เรื่องเพราะภาษาอังกฤษก็เก่ง(มั้ง) และต่อไปก็เป็นคิวที่ต้องโดนเชือด เอ๊ย สัมภาษณ์ เอาล่ะสิตอนนี้ภายในร่างกาย ตับไต ไส้พุง เกิดสมัครสมานรักใคร่อะไรกันขึ้นมาก็ไม่รู้ อยากจะตีกลองขึ้นมาในเวลาเดียวกัน และแล้วเราก็...... ผ่านสัมภาษณ์วีซ่ามาอย่าง งง งง  ตอนนี้ความฝันก็เป็นจริงแล้ว เย้เย้ อเมริกา ช่า ลัน ล่า แต่ก็เริ่มปะสาทเสียเรื่องโฮสแฟมมิลี่อีกไม่รู้ว่าฝรั่งเค้าเป็นยังไงต้องอยู่บ้านเค้าเลี้ยงลูกเค้า เพราะใจจริงๆก็ไม่ได้รักเด็ก(แค่อยากไปอเมริกา จบข่าว!!) แล้วก็ไม่เคยรู้ว่าMaryland มันอยู่ส่วนไหนของอเมริกาเพราะเป็นคนทำการบ้านดีมากคือขี้เกียจดีๆนี่เองแต่ที่เลือกเพราะเสียงเค้าโอเคและติดต่อเราสม่ำเสมอขนาดเราบอกว่าเราขับรถไม่เก่ง(ขับไม่ค่อยเป็นเลยล่ะหัดขับนับครั้งได้อ่ะ) และที่เหตุผลที่เลือกคือหลังจาก Orientation เสร็จแล้วจะได้นั่งรถไฟจากที่ Orientation ไป  Maryland น่าสนุกดี(ลืมนึกอีกว่ามีกระเป๋าใบใหญ่มากๆ2ใบ(โค ตะ ระ หนัก ,โน้ตบุ๊ค,กระเป๋าเป้สะพายหลังหนักมาก1 ใบ  โอ้!! แม่เจ้า!!!
วันก่อนเดินทาง 1 วัน
ความตื่นเต้นอยู่ในหัวใจตลอดเวลา ท้ายที่สุดก็ได้ไปอเมริกาแล้วจริง อยากจะร้องกรี๊ดๆๆ หลายๆรอบเลย ไม่มีความรู้สึกเศร้าเลยแม่แต่น้อย และที่สำคัญตระเวนกินอาหารไทยมาเยอะมาก  ส่วนใหญ่กินฟรีเพราะเพื่อนๆเลี้ยงส่ง ฮ่า ฮ่า เอาละทุกอยากเรียบร้อยหาชุดที่จะใส่ไปสนามบิน เอ๋! จะใส่อะไรดีจะได้ดูสวยๆต้องแต่งมากหน่อยเพราะเป็นคนสวยมาก ฮ่าๆๆ แล้วก็ได้ชุดที่คิดว่าดู Inter  สุดๆใส่กับรองเท้าบู๊ต ฮ่าๆๆความฝันเป็นจริงแล้วได้ใส่ชุดเตรียมพร้อมรับหน้าหนาวของที่โน่นคือ เสื้อไหมพรมถักคอเต่าสีน้ำตาลอ่อน, กางเกงยีนส์ขาเดฟ ที่เพิ่งถอยมาสดๆร้อนๆจากคลองถม ก็เอามาโชว์เป็นงานแรก รองเท้าบู๊ตสีน้ำตาลอ่อนสูงประมาณ 2 นิ้วครึ่ง   แต่ไม่คิดเลยว่าตอนระหว่างทางไปสนามบินจะร้อนตับแตก คิดแต่ว่าเอาเริดและเดิ้นสุดๆจากสาวบ้านนอกก็จะเป็นสาวนักเรียนนอก(พูดให้ดูหรูนิดนึงอ่ะ) เช็คของเรียบร้อย ทุกอยากครบมั้งเพราะมีนิสัยขี้ลืมอยู่เป็นทุนเดิมเลยต้องเช็คมากกว่าคนอื่น เตรียมทุกอย่างพร้อมทั้งอาหารกระป๋องและอื่นๆตามที่พี่ในโครงการหลอกเอ่ยบอกมา(คิดว่าในอเมริกาต้องไม่มีขายชัวร์)
วันเดินทาง ณ สนามบินสุวรรณภูมิ
Flight   บินตี 4.55 น. ของเช้าวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2551   แต่ไปถึงสนามบินตั้งแต่ตี 2.30น.  ตื่นเต้นมากกลัวตกเครื่องบินเดี๋ยวจะไม่ได้ไป แล้วเป็นคนมีญาติเยอะมากต้องร่ำลา เพื่อนอีกเกือบ 20 คนที่พร้อมใจกันตื่นเช้ามาส่งเรา และอธิฐานให้ฉันเจอแต่สิ่งดีๆรออยู่ข้างหน้า อาเมน และแล้วถึงเวลาที่ต้องเช็คกระเป๋า กระเป๋าเกิดน้ำหนักเกินไปสามกิโลเอายังไงละก็ต้องรื้อของบางส่วนออก แล้วไอ้รองเท้าบู๊ตที่ใส่อยู่ก็เกิดมาทะเลาะกับเราตอนฉุกเฉินอย่างนี้อีก ทำไงดี โอ๊ยเจ็บตีนอ่ะ ก็เป็นคนมั่นใจอยู่แล้วเลยต้องรื้อกระเป๋าต้องช่องโหลดกระเป๋าควานหารองเท้า Convert คู่ชีพมาใส่(ซึ่งไม่เข้ากับชุดเอาซะเลย อยากร้องไห้)อายค่ะ เพราะมีคนต่อแถวรอเราเยอะมาก หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจอันแสนทุลักทุเลแล้ว ก็เป็นอันต้องล่ำลาเพื่อนๆและที่สำคัญพ่อแม่ ตอนนี้ความรู้สึกใจหายหน่อยๆแต่ต้องเข้มแข็งไว้ โอเคต้องไปแล้วนะพ่อ แม่ไม่ต้องเป็นห่วงหนู ไม่มีใครกล้าทำอะไรหนูหรอกมีแต่หนูนี่แหละจะไปทำเค้า ฮ่ะฮ่ะ พ่อแม่ไม่ยักจะขำกลับร้องไห้ ไอ้เราก็เข้มแข็งอยู่แล้วเขื่อนภูมิพลก็เลยแตกเลยห้ามไม่อยู่ เพิ่งรู้สึกว่าตัวเองคิดผิดรึเปล่าแต่เปลี่ยนใจไม่ทันแล้วล่ะ เดินหน้า สู้สู้ จอย สู้สู้ เพื่อนๆออแพร์ที่ไป flight เดียวกันก็ไม่ต่างกับเราเท่าไหร่ ทุกคนหน้าแดง ตาแดงเพราะผ่านการร้องไห้อย่างหนัก ความรู้สึกกลมเกลียวเป็นอันหนึ่งอันเดียวของคนไทยก็เริ่มก็ตัวขึ้นนะวันนั้นเอง และพร้อมที่จะรับสิ่งใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่ชั่งโมงข้างหน้า...................และแล้วก็ถึงเวลาโบกมือ บายบาย ไทยแลนด์ จริงๆ  เครื่องบินของสายการบินUnited Airlineก็บินสู่น่านฟ้าของสนามบินสุวรรณภูมิไปนาริตะ ประเทศญี่ปุ่น ตรงเวลาเป๊ะไม่เสียเวลาเหมือนรถไฟไทยสักเท่าไหร่ ส่งสัยวันนี้เป็นโชคดีของเรา ไอ้เราก็เพิ่งมีประสบการณ์นั่งเครื่องบินเป็นครั้งที่สองในชีวิต (ครั้งแรกก็บินแค่ 2 ชั่งโมงจากหาดใหญ่มากรุงเทพฯ ) เอาล่ะสิอาการป่วยกระทันหันเริ่มมาอีกแล้ว ทำไงดี หลับตาก็แล้ว อ่านพระคัมภีร์,กินหมากฝรั่ง  ไม่ได้ช่วยอะไรเลยอาการพะอืดพะอมก็เกิดขึ้นตามลำดับ หลังจากเสียน้ำตากับการร้องไห้ก็ต้องใจหายเพราะกลัวจะอ๊วกใส่คนข้างๆอีก แต่โชคดีที่มียาดีคือยาดมตราโป๊ยเซียน ที่ฉันฉกเอาของป้ามาก่อนขึ้นเครื่องช่วยชีวิตไม่งั้นชีวิตคงดับอนาถคาเครื่องบินของ United Airline หลังจากนั้นสภาพร่างกายก็ดีขึ้นเป็นลำดับเริ่มพูดคุยกับคนข้างๆ และเริ่มมีแอร์สาวๆ สวยๆ เดินมาเสิร์ฟอาหาร ในตอนแรกด้วยความฉลาดของเราก็ไม่กล้าสั่งอะไรมากกลัวจะต้องจ่ายตังส์เพิ่มแต่คนนั่งข้างๆคงดูออกว่าเราหน้า Inter คงไม่รู้ว่ากินฟรีก็เลยใจดีบอก เอาล่ะสิหลังจากนั้นก็กินด่ะเลย หลังจากนั่นก็เริ่มโม้เกี่ยวกับประวัติตัวเองพอหอมปากหอมคอแล้วก็หลับไปตอนไหนไม่รู้เหมือนกัน แต่รู้ว่าคนที่ดีใจที่สุดที่ได้เห็นฉันหลับก็คงเป็นผู้ชายที่นั่งข้างๆ  ( ประมาณว่าตูเบื่อมาก เมื่อไหร่ยัยนี่จะหยุดพูด เฮ้ย โล่งอกมันหลับซ่ะที) เพราะสังเกตได้จากตอนเราตื่นพี่แกมองเรายิ้มๆ    และแล้วหลังจากการนอนหลับอันยาวนานอีกครั้งของฉันเครื่องก็บินก็ถึงนาริตะ เพื่อเปลี่ยนเครื่องซักที  การเดินทางที่แสนจะลำบากกำลังเริ่มต้นขึ้นและปัญหากำลังก่อตัวรอพวกฉัน......อยู่นะที่ไกลแสนไกล

แก้ไขเมื่อ 28 ก.ค. 52 12:36:58

จากคุณ : JJconley
เขียนเมื่อ : 28 ก.ค. 52 12:27:17




ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏในกระทู้ที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการตั้งกระทู้และถูกส่งขึ้นกระดานข่าวโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่ง PANTIP.COM มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานทราบ เพื่อดำเนินการต่อไป



Pantip-Cafe | Pantip-TechExchange | PantipMarket.com | Chat | PanTown.com | BlogGang.com