กิลกาเมซ๑

    เรื่องนี้แปลมาจากมหากาพย์กิลกาเมซของเม
    โสโปเตเมีย เนื่องจากต้นฉบับแท้ ๆ สลักบน
    แผ่นหิน จึงมีบางที่ขาดหายไปทีละหลาย ๆบรร
    ทัด นอกจากนั้นสไตล์การเล่าอย่างนิทานทำให้
    มีส่วนที่เยิ่นเย้อ จึงทำการดัดแปลงและตัดต่อบ้างเพื่อให้อ่านสนุกขึ้น แต่โดยส่วนใหญ่
    จะพยายามคงความหมายเดิมไว้ให้มากที่สุด

    เนื้อหาของเรื่องอาจจมีการตีความเองบางส่วน
    ผู้สนใจสามารถอ่านฉบับจริงที่แปลจากแผ่น
    หินได้ที่เว็บนี้
    http://www.unf.edu/classes/freshmancore/halsall/gilgamesh-kovacs.htm

    ......................................................................

    ...เออร์ซานาบี จงดู อูรัคฮาเวนของเรานี้ยิ่งใหญ่หรือไม่

    เราสร้างวิหารถวายเทพชามาส หลังคาเป็นทอง ผนังด้านนอกฝัง
    ลาปิสลาซูนี ด้านในประดับด้วยไม้ซีดาร์ดีที่สุด ซึ่งเราแลเอนกีดูได้
    ฝ่าภยันตรายไปนำมา วิหารของเรารุ่งเรืองเมื่อต้องแสงอาทิตย์ แล
    เกิดประกายลี้ลับเมื่อต้องแสงจันทร์ เทพใด ๆ บนสรวงสวรรค์เมื่อ
    เห็นวิหารนี้แล้ว ย่อมต้องอิจฉาชามาสที่มีเราเป็นผู้บูชา

    เราสร้างกำแพงสูง เออร์ซานาบี กำแพงสูงยิ่งนัก แข็งแรงยิ่งนัก
    อาจคุ้มภัยแก่ประชาชนแห่งอูรัคซึ่งอยู่ภายใน ประดุจอ้อมกอดมารดา
    ผู้ยิ่งใหญ่ที่โอบแขนรอบบุตรของนาง กำแพงซึ่งปราชญ์ทั้งเจ็ดเป็น
    ผู้เขียนแบบ แลอิฐทุกก้อนตลอดถึงแก่นกลางเผาอย่างดีไม่มีตำหนิ
    เออร์ซานาบี ผู้ใดจะกล้ามาตีเมืองของเรา ผู้ใดจะปีนกำแพงสูงนี้
    ผู้ใดจะทำลายกำแพงแห่งอูรัคฮาเวน เออร์ซานาบี ผู้ใดจะทำอันตราย
    แก่ประชาชนของเราได้

    เออร์ซานาบี เรานำประชาชนหักร้างถางพง เราเจาะช่องเขาสร้างทาง
    เดิน และขุดสระน้ำเพื่อทำไร่นา มีตัวเมืองโยชน์หนึ่งแล้วก็จะมีสวน
    ปาล์มโยชน์หนึ่ง มีตัวเมืองโยชน์หนึ่งแล้วก็จะมีไร่นาโยชน์หนึ่ง เออร์
    ซานาบี เมืองใดเล่าจะแข่งความอุดมสมบูรณ์กับอูรัคได้ ใครเล่าจะไม่
    ริษยาประชากรแห่งอูรัค

    เออร์ซานาบี สิ่งใดผู้อื่นมิได้สร้างมาก่อน เราก็สร้างขึ้น สิ่งใดไม่มี
    ผู้ได้เห็นมาก่อน เราก็ได้เห็น ความลับใดที่ปิดงำไว้ เราก็เป็นผู้เปิด
    ผู้คนพากันพูดว่าเราเป็นผู้ยิ่งใหญ่แห่งแผ่นฟ้าและแผ่นดิน จะเป็นรอง
    แต่ก็เพียงปวงเทพ คนทั้งหลายสรรเสริญว่าเรางดงามกว่าเขา ชาญ
    ฉลาดกว่าเขา แข็งแรงกว่าเขา แลเป็นพระราชาที่หาได้ยากยิ่งในรอบ
    พันปีหมื่นปี

    ทว่า เออร์ซานาบี...

    ...ผู้ใดเล่าจะล้มเหลวเท่าเรา

    :::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::

    ๑. กิลกาเมซ


    ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในมหานครอูรัคฮาเวน ทางใต้ของลำน้ำยูเฟร
    ติส เมื่อยามดึกซึ่งปราศจากสรรพสำเนียงใด ก็ปรากฏเสียงฝีเท้า
    หนึ่งดังขึ้น

    ฝีเท้านั้นดังไปทั่วพระราชวังแห่งอูรัค ไม่ได้วิ่ง ทว่าก็ไม่ได้เดิน เสียง
    รองเท้าไม้กระทบหินแต่ละครั้งเป็นจังหวะที่แสดงถึงความเร่งร้อน...
    ฝีเท้านั้นหนัก ปราศจากความเกรงใจผู้ใด ทว่าเมื่อผ่านพระราชวัง
    อูรัคไปยังสวนด้านหลังแล้ว ก็เริ่มผ่อนช้าลงเล็กน้อย

    แสงจันทร์ซีดขาวส่องลงมายังอุทยานหลังวัง ทอลงบนร่างที่กำลัง
    เดินอยู่ ส่องต้องแผ่นหลังกว้างขวางและร่างกายที่สูงกว่าคนทั่วไปถึง
    หนึ่งช่วงศีรษะ ส่องต้องผมยาวที่ไว้ทรงอย่างกษัตริย์ และใบหน้าอ่อน
    เยาว์ของเด็กหนุ่มที่หนวดเครายังเพิ่งยาวพอจะถักเป็นทรงพระราชาได้
    แสงจันทร์และความมืดเล่นล้อกันอยู่บนหน้าของผู้เร่งร้อน ก่อแสงและ
    เงาแปลกประหลาดราวกับเป็นภาพเขียนด้วยถ่าน ซึ่งพร่ามัวและเลือน
    ลาง แต่ถึงกระนั้น คนทั้งหลายก็ยังอาจเห็นได้ว่าเด็กหนุ่มนี้มีใบหน้า
    อันคมสันไม่น้อยทีเดียว

    จมูกของเด็กหนุ่มตรงและโด่งเป็นสัน กรามของเขาเป็นสี่เหลี่ยมอย่าง
    เห็นได้ชัด ปากบางนั้นได้รูป ทว่าที่น่าสนใจที่สุดเห็นจะเป็นดวงตาของ
    เขาซึ่งคมดุร้าย เต็มไปด้วยความหยิ่งทรนงและอวดดื้อถือดี ทั้งยังมี
    ประกายวาบวับแจ่มใสของพลังและสติปัญญา ทำให้เมื่อคนทั้งหลาย
    ได้เห็นเด็กหนุ่มนี้ มักรู้สึกราวกับได้พบพญาม้าป่า หรือกษัตริย์ราชสีห์
    แห่งพงไพร ซึ่งชาญฉลาด หยิ่งผยอง เอาน้ำใจตนเป็นที่ตั้ง และไม่
    มีใครปราบให้เชื่องได้ตลอดกาล

    เด็กหนุ่มเดินต่อไปตามทางในสวน ผ่านแสงจันทร์สีขาวไปยังวิหารสี
    ขาวที่ตั้งอยู่ด้านหลังของวัง วิหารนั้นมีเสาสูง และมีประตูใหญ่สูง
    กว่าสองช่วงตัวคนซึ่งสลักลวดลายงดงาม เมื่อเด็กหนุ่มมาถึง ยาม
    ที่สองข้างประตูก็รีบลนลานโค้งลง และเปิดประตูให้โดยเร็ว

    "จงไปเชิญแม่ข้า ริแมต - นินซันมาที่นี่" เด็กหนุ่มบอกแก่ภิกษุณีที่มา
    ต้อนรับ

    ภิกษุณีนั้นหายชั่วครู่ ครั้นแล้วก็กลับมาอีกครั้งพร้อมกับภิกษุณีอีก
    หลายคน ซึ่งเดินห้อมล้อมภิกษุณีมีอายุคนหนึ่งอยู่ตรงกลาง ภิกษุณี
    กลางคนนั้นแต่งตัวผิดจากคนอื่น ๆ แสดงถึงฐานะที่สูงกว่า นอกจาก
    นั้นนางยังมีลักษณะที่บ่งบอกว่าเคยเป็นคนงามนักในวัยสาว และแม้
    บัดนี้ก็ยังเป็นหญิงสวยหาตัวเปรียบยาก ...ทั้งยังละม้ายกับเด็กหนุ่ม
    มากเหลือเกิน

    "กษัตริย์มีบัญชาใด จึงมาในยามดึกเช่นนี้" นางถาม และน้อมคำนับให้
    บุตรชาย

    เด็กหนุ่มเบือนหน้าไปทางหนึ่ง เห็นได้ชัดว่าไม่ชอบใจ แต่แล้วเขาก็
    โบกมือเป็นสัญญาณอย่าให้มากพิธีนัก และหันมาพูดต่อไป

    "แม่ ข้าฝันแปลกนัก เมื่อตื่นขึ้นใจของข้ายังเต้นประหลาด...ข้าไม่
    เคยเป็นอย่างนี้มาก่อน จึงคิดว่าบางทีคงเป็นฝันที่เทพเจ้าส่งมา"

    "กษัตริย์มีความฝันว่าอย่างไร"

    "แม่...ข้ายังมีชื่ออยู่..."

    "กษัตริย์มีความฝันว่าอย่างไร"

    เด็กหนุ่มขมวดคิ้วลง ดวงตาดุร้ายของเขายิ่งเกิดประกายราวกับเปลว
    ไฟ

    "ข้าฝันว่ามีดาวดวงหนึ่งตกจากสวรรค์ลงมาบนลานหน้าปราสาท ข้าไม่
    ชอบดาวนั้น จึงคิดยกมันเหวี่ยงทิ้งไป แต่ข้าขยับมันไม่ได้ และยก
    ไม่ได้ คนทั้งหลายพอใจดาวดังกล่าว จึงพากันเฉลิมฉลอง ใจข้า
    เปลี่ยนไป ข้าชอบดาวดวงนั้น ข้าโอบมันไว้ แต่แม่ออกมาจากวิ
    หารแห่งนี้ และบอกให้ข้าต่อสู้กับมัน"

    เด็กหนุ่มนิ่งไปชั่วขณะ

    "หลังจากนั้นข้าก็สะดุ้งตื่นขึ้น ข้าเห็นว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระ แต่ไม่
    อาจข่มตานอนหลับได้อีก ใจของข้าเต้นประหลาด และข้าอยากรู้ว่า
    ความฝันนี้มีความหมายอย่างไร"

    ภิกษุณีซึ่งบุตรชายเรียกนางว่าริแมต - นินซันหลับตาลง ความเงียบ
    เข้าปกคลุมวิหารอีกครั้ง และเวลาก็ผ่านไปราวกับนานแสนนาน

    ครั้นแล้วนางก็ค่อย ๆ เปิดเปลือกตาขึ้นช้า ๆ

    "กษัตริย์จะได้มิตรดีคนหนึ่ง" นางบอก

    กษัตริย์หนุ่มรั้งรอ แต่แม่ของเขาไม่พูดสิ่งใดอีก

    "เท่านี้น่ะหรือ" เขาถาม

    "ท่านรู้ได้เพียงเท่านี้" ภิกษุณีตอบ "ขณะนี้เป็นเวลาวิกาล ขอเชิญท่าน
    กลับไปนอนเสียเถิด ข้าไม่อาจบอกสิ่งอื่นใดนอกจากนี้ได้อีกแล้ว"

    จากคุณ : ลวิตร์ - [ 22 มี.ค. 46 21:40:12 A:203.156.24.55 X: ]