กิลกาเมซ๒

    ก่อนอื่นมีเรื่องชี้แจงเล็กน้อย

    ตอนที่เราเอาเรื่องนี้ไปปะในบอร์ดอื่น  เราวงเล็บไว้ข้างหลังว่า "เรื่อง
    แปล+แปลง"  เพราะมันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ     เราไม่ได้แปลเรื่องนี้
    จากจารึกตรง ๆ     แต่ก็ไม่ได้เขียนใหม่หรือตีความใหม่เองเหมือน
    อย่างเรื่อง lantern night    เราเขียนเรื่องนี้ในกรอบของเรื่องที่มี
    อยู่เดิมและรักษาเนื้อหา ( ไม่ใช่เนื้อความ ) เดิมไว้มากที่สุด   สิ่งที่เพิ่ม
    คือตรงที่เป็นช่องว่างซึ่งถ้าเพิ่มจะไม่ส่งผลให้เรื่องเปลี่ยนไปทางใด
    ทางหนึ่งเท่านั้น

    เราจัดเรื่องนี้เข้าอยู่ในหมวด "เรื่องแปล" เพราะคิดว่าคงไม่มีใครแปล
    มาก่อน    แต่เมื่อเห็นของคุณ Thaipoet เรารู้สึกว่าตัวเองทำไม่ยุติ
    ธรรม   เพราะคุณ Thaipoet  แปลอย่างเคารพต้นฉบับ  และแปลได้
    ดีมาก   ภาษาสละสลวยชนิดที่เราเองคงทำไม่ได้     คิด ๆ อยู่ว่าจะทำ
    อย่างไรดี    ก็นึกได้ว่าก่อนนี้เคยแปล ( ง ) เรื่องชื่อ "แหวนของพระ
    ราชา" มาก่อนเหมือนกัน   และจัดเข้าหมวดนิทาน    เพราะอย่างนั้น
    ต่อไปนี้เราจะจัดกิลกาเมซเข้าหมวดนิทานด้วย   ขอให้ทุกคนอ่านเรื่อง
    นี้เหมือนฟังคนเล่านิทานคนหนึ่ง     คนเล่านิทานคนนี้ขี้โม้สักหน่อย
    ชอบใส่สีใส่ไข่เป็นที่สุด    แต่ก็จะพยายามรักษาโครงเดิมไว้ให้มากที่
    สุดเหมือนกัน

    มีชื่อสองสามชื่อที่อยากเปลี่ยนตามจารึกของคุณ Thaipoet  เพราะ
    เห็นว่าแปลได้ถูกต้องกว่า  คือ  ริแมต - นินซัน  แก้เป็น  ริมัต-นินสุน
    อูรัคแก้เป็น อุรุค   เออร์ซานาบีแก้เป็นอุร์ชานาบี   อานูแก้เป็นอานุ
    และเอนกีดูแก้เป็นเอนคิดู   ส่วนคำว่ากิกษุณี  เมื่อตีความตามศัพท์แล้ว
    เห็นว่าไม่เหมาะสมจริงอย่างที่คุณ Thaipoet บอก  ดังนั้นต่อจากนี้จะ
    ใช้นักบวชหญิงหรือนักบวชสตรีแทน

    สุดท้ายนี้ต้องขอความกรุณาผู้ที่รู้เรื่องอยู่แล้ว   ช่วยเหลือคนเล่านิทาน
    คนนี้สักเล็กน้อย   คืออย่ายกข้อความ  หรือเอ่ยถึงเรื่องที่เรายังเขียน
    ไม่ถึง   แต่ให้ยกเป็นลิงค์แทน   เพื่อที่ผู้อ่านจะได้เลือกอ่านหรือไม่อ่าน
    ก็ได้    เพราะถ้าคนฟังรู้เรื่องเสียก่อน    นิทานคงเสียรสชาติไป   ขอ
    ให้ช่วย ๆ กันปิดความลับหน่อยก็แล้วกัน ^^  

    ขอบคุณทุกคนมากจริง ๆ   เราไม่คิดมาก่อนว่าจะมีคนสนใจให้ข้อมูล
    เรื่องมากขนาดนี้    ขอบคุณทุก ๆ คนที่อ่านและให้ความเห็นด้วย  ขณะ
    นี้ยังหารูปเพิ่มเติมจากที่คุณ Sasipop เคยให้ไม่ได้   เพราะเท่าที่ค้น
    ในเน็ตเป็นรูปซ้ำ   จึงขอผลัดไว้ก่อน

    ...ช่วย ๆ กันปิดคนยังไม่รู้เรื่องหน่อยนะ

    ตอนที่แล้ว
    http://www.pantip.com/cafe/writer/topic/W2141232/W2141232.html

    ...........................................................................

    ๒. เอนคิดู


    ปวงเทพเจ้าทั้งหลายเฝ้ามองสิ่งที่อารูรูสร้างขึ้น    และเกิดความสงสัย
    พวกเขาคิดว่าสิ่งนั้นใกล้เคียงกับสัตว์ชนิดหนึ่งมากกว่ามนุษย์    เมื่อ
    เกิดมา  มันมีขนทั้งตัว   เงียบใบ้ไม่รู้ภาษา    มีกำลังป่าเถื่อนมหาศาล    
    มันไม่เข้าใจเรื่องราวของผู้คน   ไม่รู้จักปลูกบ้านสร้างเรือนเช่นมนุษย์
    ทั่วไป   หากแต่อาศัยอยู่กับฝูงสัตว์ป่า   มันกินหญ้าในทุ่งกับฝูงกวาง
    ดื่มน้ำจากตาน้ำกับลา    เทพเจ้าทั้งหลายเห็นสภาพของสิ่งที่อารูรู
    สร้างขึ้นมาแล้ว   ก็ไม่อาจนึกได้ว่าสิ่งมีชีวิตนี้จะแก้ไขกิลกาเมซผู้หยิ่ง
    ผยองได้อย่างไร

    เวลาผ่านไป   เดือนหนึ่ง...สองเดือน   เทพเจ้าบนสรวงสวรรค์เริ่ม
    หมดความสนใจในมนุษย์ประหลาดที่อารูรูสร้างขึ้น    ก็มันเป็นอย่างไร
    เล่า  ไม่เห็นทำสิ่งใดเลยนอกจากใช้ชีวิตเหมือนสัตว์ตัวหนึ่ง   วันทั้งวัน
    คลุกคลีอยู่กับฝูงกวางฝูงลา    วิ่งโลดเต้นไปเหมือนไม่มีปัญญาคิด
    ด้วยตัวเอง     พวกเขาคิดว่าบางทีสิ่งที่อารูรูสร้างขึ้นคงผิดพลาดที่
    ใดสักแห่ง   และไม่ได้เอาใจใส่มันนักอีก

    ในที่สุดแล้ว   จึงมีเพียงอารูรูที่เฝ้าดูความเป็นไปของสัตว์มนุษย์ที่นาง
    เรียกว่าเอนคิดู     และมีเพียงนางที่รู้ว่าแท้จริงแก่นไส้ของเอนคิดูเป็น
    มนุษย์   เขาไม่ได้มีสัญชาตญาณของสัตว์   หากแต่มีอารมณ์และความ
    รู้สึกที่ซับซ้อนของคน   เมื่อเขาอยู่ในฝูง   เขาก็รักหวงแหนสัตว์ในฝูง
    เหมือนญาติพี่น้อง    เมื่อมีสัตว์ร้ายเข้ามากล้ำกราย    เอนคิดูจะต้อง
    ปกป้องฝูงก่อนเป็นอันดับแรก    ในเวลากลางคืน   เขาต้องขับสิงโต
    และหมาป่าไปหมดสิ้นเพื่อให้แน่ใจว่าฝูงได้นอนสบาย  ครั้นแล้วจึงล้ม
    ตัวลงนอนเอง    เขามักปกป้องตัวที่บาดเจ็บและอ่อนแอ   ไม่เคยเข้า
    ใจเหมือนที่ฝูงเข้าใจว่าผู้เข้มแข็งเท่านั้นที่ควรอยู่รอด   และทุก ๆ ครั้ง
    ที่มีความตายเกิดขึ้น    เอนคิดูก็เป็นเพียงคนเดียวเท่านั้นที่รู้จักแสดง
    ออกถึงความสูญเสียและเสียใจ
     
    อารูรูเฝ้าดูเอนคิดู    และเห็นวิญญาณของมนุษย์ในตัวเขา    ความเป็น
    มนุษย์ทำให้เอนคิดูแสวงหาสิ่งใหม่   ทั้งยังไม่อาจทนความซ้ำซากจำเจ
    ได้    สัญชาตญาณนั้นบางครั้งก็บังคับให้เอนคิดูออกจากฝูง    ท่อง
    เที่ยวผจญภัยไปตามหุบเหวทุ่งราบและห้วยธารต่าง ๆ    ครั้งหนึ่งเขา
    เคยไปไกลถึงป่าซีดาร์ศักดิ์สิทธิ์ของเทพเอนลิล   และเกือบถูกอสูรกาย
    ที่ดูแลป่านั้นฆ่าตาย   ทว่าถึงจะพบเหตุการณ์ร้ายแรงเช่นนั้น   วิญญาณ
    แสวงหาของเอนคิดูก็มิได้งำแสงลงเลยแม้แต่น้อย

    อารูรูเห็นจิตใจของเอนคิดู    และรู้ว่าเขาเริ่มสงสัยในตนเอง   รูปร่าง
    ของเขาไม่เหมือนทั้งกวางหรือลา    ไม่เหมือนสัตว์อื่นใดในป่า    ความ
    คิดของเขาก็ไม่เหมือนพวกมัน    ทั้งมีเรื่องราวหลายอย่างที่ไม่อาจติด
    ต่อสื่อสารกับพวกมันได้     เอนคิดูมองตนเอง   และสงสัยว่าตนเป็นใคร  
    เหตุใดจึงแตกต่างจากสิ่งที่อยู่รอบตัว

    แต่ถึงกระนั้น   เอนคิดูก็ยังคงเป็นมนุษย์ผู้เดียวที่บริสุทธิ์ที่สุดในแผ่นดิน

    ...

    วันหนึ่งเอนคิดูพบสิ่งน่าประหลาดใจ    มันทำด้วยไม้และผูกรัดด้วย
    เชือก    เมื่อกวางตกลงไปในเครื่องมือนี้แล้วก็ติดอยู่ไม่อาจดิ้นหลุด
    ได้   เอนคิดูไม่รู้ว่ามันเป็นอะไร    แต่เขาก็ทำลายของนั้นและช่วยเพื่อน
    ของเขาออกมา

    เมื่อเขาพบของเช่นเดียวกันอีก   เอนคิดูก็ทำลายมันอีก   เขาเข้าใจได้
    ไม่ยากนักว่าไม้ลักษณะนี้เป็นอันตรายต่อฝูง   แต่ถึงอย่างนั้น  เอนคิดู
    ก็ยังคงสงสัยว่าเครื่องมือลักษณะนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร   ใครเป็นผู้สร้าง
    ขึ้น   จะว่าเกิดตามธรรมชาติก็ใช่ที่    เพราะรอบของสิ่งนั้นมักมีร่อง
    รอยและกลิ่นประหลาดอยู่จาง ๆ เสมอ

    ครั้นผ่านไปไม่นานนัก   เอนคิดูก็เห็นกับตาว่ามีลาตัวหนึ่งตกลงไปใน
    หลุม    เขาไม่เห็นหลุมนั้น    ลาก็ไม่เห็น   เพราะก่อนนี้มันดูเหมือนพื้น
    หญ้าไม่มีผิด   ทว่าเมื่อเท้าของลาเหยียบลงไป   พื้นดินก็ยุบหาย  ลา
    กรีดร้องสั้น ๆ เมื่อตกลงไปใน   ครั้นแล้วเสียงของมันก็เงียบสนิทลง

    เมื่อเอนคิดูเข้าใกล้หลุม   เขาก็เห็นว่าที่ใต้หลุมนั้นมีแท่งไม้แหลมจำนวน
    มากปักเอาปลายขึ้นอยู่    ลาตกลงไปถูกไม้แหลมเสียบจึงตาย   ภาย
    หลังเมื่อเอนคิดูเห็นพื้นหญ้าพื้นดินที่ลักษณะพิรุธอีกก็จะต้องตรวจ
    และเมื่อตรวจแล้วปรากฏว่าเป็นหลุมแบบเดียวกันก็จะกลบเสีย   ทว่า
    ถึงกระนั้น   ในใจของเอนคิดูก็สงสัย   ใครกันขุดหลุมนี้ขึ้น    และใคร
    กันเป็นผู้ทำให้ไม้ที่ก้นหลุมแหลมได้...เขาทำได้อย่างไร

    เอนคิดูไม่รู้แม้แต่นิดเดียวว่าสิ่งที่เขาเห็นคือกับดักและหลุมพรางของ
    มนุษย์    และเมื่อตัวได้ยื่นมือเข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านั้น   ก็เท่ากับ
    ว่าได้เกี่ยวข้องกับสังคมมนุษย์ด้วย   จากนี้ไปไม่ว่าชอบหรือไม่ชอบ
    ต้องการหรือไม่ต้องการ    กาลเวลาที่เอนคิดูจะบริสุทธิ์ไร้เดียงสา
    มีอิสระเหมือนสายลม   และเป็นสุขอยู่ในความไม่รู้ก็รังแต่จะต้องนับ
    ถอยหลังเพียงถ่ายเดียวแล้ว

    ..........................................................................................

    เสียงฟาดกำปั้นปึงลงกับพื้นโต๊ะดังไปทั่วสถานที่นั้น    และทำให้คนทั้ง
    หลายต้องหันไปดู

    "ไม่ว่ามันจะเป็นใครหรือตัวอะไร   ข้าก็ต้องจัดการกับมันให้ได้" เด็ก
    หนุ่มนั้นร้องคำรามเป็นคำขาด "ข้าต้องฆ่ามัน    ไม่อย่างนั้นคงได้อด
    ตายกันพอดี"

    คนทั้งหลายส่งเสียงแต่ในคอ    อันที่จริงพวกเขาก็เห็นด้วยกับเด็กหนุ่ม
    พวกเขาเป็นนายพราน  แต่เดือนหนึ่งมานี้จับสัตว์ได้น้อยลงมาก  เพราะ
    กับดักที่เขาวางไว้มักถูกทำลาย   และหลุมพรางที่ถูกขุดไว้ก็มักถูกกลบ
    ทิ้ง    เมื่อแรกเขาคิดว่ามันคงเป็นอุบัติเหตุ    ต่อมาไม่นานนักก็เริ่มผิด
    สังเกต     หลุมพรางถูกกลบมากเกินไป   กับดักถูกทำลายมากเกินไป
    และพวกสัตว์ก็ไม่ควรจะฉลาดจนทำอะไรอย่างนี้ได้ด้วย

    วันหนึ่งมีคนเห็นเหตุของความลำบากนั้นโดยไม่ได้เจตนา   เขาเล่าว่าเขา
    เห็นมันแต่ไกล ๆ  ...มันเป็นสัตว์ประหลาด   ยืนยืดตัวตรงเหมือนมนุษย์    
    มีขนขึ้นทั้งตัวและผมยาวสีเหมือนรวงข้างโพดสุก   มันสูงนัก   กล้าม
    เนื้อหลังไหล่หนามีกำลัง    เขาเห็นกับตาว่าสัตว์นั้นทำลายกับดักกับมือ
    ...กับมือเชียวนะ    มันเอาขึ้นมาบิดหักทั้งมือเปล่า ๆ    เขากลัวจึงลน
    ลานหนีออกมาก่อนที่มันจะเห็น    แต่ให้ตายเถิด   ใครจะไปต่อกรกับ
    สัตว์ประหลาดตัวใหญ่ขนาดนั้นได้เล่า

    จากคุณ : ลวิตร์ - [ 26 มี.ค. 46 11:50:54 A:203.156.24.28 X: ]