กิลกาเมซ๔

    ตอนที่๑
    http://www.pantip.com/cafe/writer/topic/W2141232/W2141232.html
    ตอนที่ ๒
    http://www.pantip.com/cafe/writer/topic/W2149106/W2149106.html

    ตอนที่ ๓
    http://www.pantip.com/cafe/writer/topic/W2200371/W2200371.html

    ๔. คนป่ากับพระราชา

    เช้าวันรุ่งขึ้น   ชัมฮัตก็พาเอนคิดูออกจากหมู่บ้าน    เข้าสู่อุรุคฮาเวน

    เอนคิดูไม่เคยเห็นสิ่งเหล่านี้มาก่อน    เขาตกใจตั้งแต่แรกเห็นกำแพงเมือง  
    สงสัยยิ่งนักว่าใครกันจึงสร้างของใหญ่โตเช่นนี้ได้    เมื่อชัมฮัตบอกเขา
    ว่ากิลกาเมซเป็นผู้สร้าง    ชายหนุ่มก็ยิ่งประหลาดใจ...กิลกาเมซคงมีกำลัง
    มากยิ่งนักสินะ    คงมากยิ่งกว่าสิงโตหรือแม้แต่อสูรกายแห่งป่าซีดาร์   มิ
    ฉะนั้นไม่มีทางก่ออิฐดินให้สูงราวภูเขาเช่นนี้ได้

    "ไม่หรอก   เขาเป็นพระราชา  จึงเรียกเกณฑ์คนทั้งหลายมาสร้างให้ตนได้"
    ฮาร์ลอตบอก

    "พระราชาคืออะไร" เอนคิดูสงสัย

    "พระราชาคือจ่าฝูง    คือหัวหน้าของมนุษย์ในเมืองเมืองหนึ่ง" ชัมฮัต
    ตอบ "แต่กิลกาเมซคงเหมือนกระทิงหนุ่มมากกว่าจ่าฝูง"

    "กระทิงอย่างนั้นหรือ"

    "ใช่   กระทิงเปลี่ยวฮึกเหิมที่เหยียบทุกสิ่งจนแหลกลาญ" หญิงสาวจับ
    มือของบุตรชายแห่งขุนเขา "มาเถิด   เข้าไปในเมืองกัน"

    เอนคิดูเข้าไปในเมือง    และตั้งแต่นั้นก็ตื่นเต้นแทบไม่ได้หยุด    เขาไม่เคย
    เห็นใครใส่เสื้อผ้าอย่างนี้มาก่อน    ไม่เคยเห็นสิ่งก่อสร้างอย่างนี้   ไม่เคย
    เห็นของกินของใช้อย่างนี้    แม้ว่าชัมฮัตจะเคยสอนเขาเรื่องการเป็นมนุษย์
    แต่ก็เป็นเพียงคำสอน   ไม่ได้ปรากฏชัดแก่ตาหรือจับต้องได้เช่นในเวลา
    นี้เลย    

    ชายหนุ่มวิ่งไปทั่วราวกับเด็กน้อย    จับมือฮาร์ลอตและถามถึงสิ่งที่ไม่เคย
    รู้จักมาก่อน    เขาร้องอุทานและหัวเราะไร้เดียงสา    ตื่นเต้นตาโต   ตั้งคำ
    ถามและวิพากษ์วิจารณ์ด้วยคำพูดแสนซื่อ   ซึ่งทำให้หญิงสาวต้องอดยิ้ม
    ไม่ได้

    ทว่าในที่สุดเอนคิดูก็หยุด    และตั้งคำถามสุดท้าย

    "ชัมฮัต" เขาเรียก "ทำไมตลอดทางที่ข้าเข้ามาจนถึงที่นี่  จึงมีคนพูดถึง
    กิลกาเมซมากมาย   และไม่มีใครพูดดีสักคำเดียว"

    หญิงฮาร์ลอตนิ่ง    จริงของเอนคิดู   กิลกาเมซทำความเดือดร้อนให้ประ
    ชาชนของเขามากมายเสียจนกระทั่งใคร ๆ ต่างพากันเอ่ยถึง    พวกพ่อ
    ค้าพากันพูดว่าภาษีของพระราชาช่างโหดร้ายนัก     พวกผู้หญิงต่างซุบ
    ซิบกันข้างบ่อน้ำ...ลูกสาวบ้านโน้นถูกพาตัวเข้าวังทั้งที่ไม่เต็มใจอีกแล้ว
    และไม่มีใครช่วยอะไรได้     พรุ่งนี้กิลกาเมซจะประหารคน   มะรืนนี้เขาจะ
    ไปเที่ยวล่าสัตว์    กิลกาเมซไม่สนใจในราชกิจของแผ่นดิน    ไม่บำรุงกอง
    ทัพ  ไม่คิดปกป้องราษฎร    กิลกาเมซไม่เคยคิดถึงใครเลยเว้นแต่ตนเอง

    "ข้าไม่เข้าใจ" เอนคิดูพูดต่อไป "หากเขาเป็นจ่าฝูง   ทำไมเขาจึงไม่ปกป้อง
    คนของตน    จ่าฝูงมีหน้าที่ปกป้องไม่ใช่หรือ    เขาไม่รักฝูงของเขาหรือ"

    ชัมฮัตมองชายหนุ่ม

    "ไม่หรอก   เขาไม่ได้รักฝูงของเขา" เธอตอบ "กิลกาเมซไม่เคยรักใคร
    เขาไม่เคยเห็นความสำคัญของอะไรนอกจากตนเอง    เขาเหมือนกระทิง
    หนุ่มเปลี่ยวอย่างที่ข้าบอกท่าน     ทว่าเขาก็มีสติปัญญา   พละกำลังและ
    รูปสมบัติดีกว่าพวกเราทุกคน    กิลกาเมซจึงคิดว่าตนเองเหนือกว่าคน
    อื่น ๆ    เขาคิดว่าสิ่งนั้นทำให้เขาทำร้ายใครก็ได้"

    เอนคิดูไม่พอใจ   เขาขมวดคิ้วและคิดจะเถียงต่อไป...ใช่ละ  เขารู้ว่าจ่าฝูง
    ย่อมต้องแข็งแรงและดีกว่าตัวอื่น ๆ     แต่ถึงอย่างนั้นเท่าที่เขารู้มา  เหตุ
    ที่สัตว์ทั้งหลายเลือกตัวที่ดีที่สุดเป็นจ่าฝูงก็เพราะมันจะปกป้องทุกตัวได้
    ไม่ใช่หรือ    มนุษย์ซึ่งเป็นสัตว์ชนิดเดียวกับเขาไม่ได้เป็นอย่างนั้นหรืออย่าง
    ไร

    เวลานั้นเอง    คนทั้งสองก็ได้ยินเสียงร้องเอะอะ    และแล้วจึงเห็นว่ามี
    ชายหนุ่มคนหนึ่งถูกโยนออกมาจากบ้าน    ล้มคลุกฝุ่นอยู่กลางถนน

    "เธอเป็นภรรยาของข้า" ชายนั้นร้อง "...เป็นภรรยาของข้า    เหตุใดพวก
    ท่านจึงทำอย่างนี้"

    "นี่เป็นกฏหมายใหม่ของกษัตริย์กิลกาเมซ" ทหารคนหนึ่งเดินออกมาจาก
    บ้านหลังนั้นและยืนขวางประตูไว้ "ได้ประกาศใช้แล้วและทุกคนต้องเชื่อฟัง"

    "กฏหมายนั้นโง่เขลานัก" ชายหนุ่มร้องตะโกน

    นายทหารเตะเท้าเสยปลายคางของเขาทันที    และทำท่าจะตามทำร้ายต่อ
    ไปอีก   ถ้าหากเอนคิดูไม่ตรงเข้าไปเสียก่อน

    "เหตุใดจึงรังแกคนที่อ่อนแอกว่า" บุตรชายแห่งขุนเขาว่า "ท่านไม่มีความ
    ละอายหรืออย่างไร"

    "แล้วเกี่ยวอะไรกับเจ้า"

    "ทุกคนเป็นฝูงของข้า    สัตว์ฝูงเดียวกันยังไม่ทำร้ายตัวที่อ่อนแอกว่าเลย"
    เอนคิดูโต้กลับ     นายทหารนั้นฟังเขาพูดไม่เข้าใจ   จึงเสยหมัดเข้ามา
    แต่ชายหนุ่มไวกว่า   เขาหลบเสีย   ปล่อยให้ทหารเซถลาไปตามแรงหมัด
    ของตนเอง

    ขณะเอนคิดูสู้กับนายทหารนั้น     ชัมฮัตก็ถามชายที่ถูกไล่ออกจากบ้าน

    "มีอะไรเกิดขึ้น"

    "ข้ากำลังจะแต่งงาน" เขาบอก "เรายกขบวนแห่มาแล้ว...ข้ากำลังจะเข้า
    ไปหาเจ้าสาว    แต่ไม่รู้ว่ากิลกาเมซออกกฏหมายใหม่เมื่อวันก่อน...เขาประ
    กาศว่าด้วยคำปรึกษาจากเทพอานุ   นับจากนี้ไปพระราชาจะต้องได้นอน
    กับเจ้าสาวก่อน  แล้วเจ้าบ่าวจึงจะได้เธอทีหลัง"

    "กฏหมายอะไรอย่างนี้กัน"

    "ข้าก็ไม่รู้" ชายหนุ่มยกมือป้ายปากตัวเอง "ไม่เข้าใจเลย...เธอเป็นคนรัก
    ของข้า    กษัตริย์มาเกี่ยวอะไรด้วย  เขาโกหกเอาเทพอานุมาบังหน้าชัด ๆ
    แต่กิลกาเมซกำลังจะมาในอีกไม่กี่นาทีนี้แล้ว    เขาสั่งให้ทหารทุกคนรายงาน
    ไปยังวังทันทีที่มีขบวนแต่งงาน...ข้าเพิ่งรู้ตอนขบวนมาถึงแล้วเห็นทหารมา
    ปิดประตู    คนอื่นไม่กล้ายุ่ง   แต่เธอเป็นเจ้าสาวของข้า  ข้าจะพาเธอหนีไป"

    "ไม่ต้องหนี" เอนคิดูที่ขับไล่ทหารคนนั้นไปแล้วคำราม "เข้าไปในบ้าน   ไปหา
    ผู้หญิงของเจ้า"

    "เอนคิดู..." ชัมฮัตเรียก

    "ชัมฮัต  กิลกาเมซคนนั้นเป็นจ่าฝูงไม่ได้ความ" ชายหนุ่มบอก "ท่านบอก
    ข้าว่ามนุษย์ถือเรื่องการแต่งงาน    ในเมื่อผู้หญิงในบ้านแต่งงานกับผู้ชาย
    คนนี้   กิลกาเมซจะมาแย่งได้อย่างไร    ข้าจะจัดการกับเขาเอง"

    หญิงนักบวชมองเอนคิดู    ครั้นแล้วดวงตาของเธอก็เกิดแววแปลกประ
    หลาดขึ้นอีกครั้ง    คล้ายกับผู้ที่เห็นเหตุการณ์ทุกสิ่งและรู้ความลับแห่งกาล
    ภายหน้าเป็นอันดี   ทว่าไม่มีอำนาจใดจะหยุดยั้งอนาคตไม่ให้เกิดขึ้นได้

    ขณะนั้น   เสียงแตรประกาศก็ดังขึ้น    และขบวนเสด็จของกษัตริย์ก็ผ่าน
    มุมถนนมา

    "เข้าไป" เอนคิดูสั่งชายหนุ่ม   และหันไปทางชัมฮัต "ท่านไปหลบเสีย"

    ครั้นแล้วเขาก็ยืนนิ่ง   กางแขนออกเล็กน้อย  บังอยู่หน้าประตูบ้านนั้น

    ...

    กิลกาเมซไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นอะไรแบบนี้มาก่อนเลย

    กษัตริย์ไม่เคยพบประตูที่เขาเข้าไม่ได้   ต่อให้ประตูนั้นลงสลักแน่นหนาหรือ
    มียามนับร้อย    กิลกาเมซก็มีปัญญาจะพังสลักได้หมดสิ้น  และทำให้ยาม
    ทุกคนต้องก้มหัว   ทว่าในเวลานี้   หน้าประตูที่กษัตริย์หนุ่มคิดจะเข้า  กลับ
    มีชายคนหนึ่งยืนอยู่...ยามเพียงคนเดียวเท่านั้น   หากแต่สีหน้าถ:-)ทึงเอา
    จริงเอาจังยิ่งนัก     ทั้งยังสูงใหญ่กว่าใคร ๆ ที่กิลกาเมซเคยเห็นมาอีกด้วย

    "ถอยไป" กิลกาเมซบอกเอนคิดู

    "ข้าไม่ถอย" บุตรชายแห่งขุนเขาตอบ "เจ้าสาวเป็นของเจ้าบ่าวของเธอ
    เท่านั้น    ไม่ใช่ของท่าน"

    "ชีวิตของคนในเมืองนี้ทุกคนเป็นของข้า" กษัตริย์หนุ่มพูดอย่างเย็นชา
    "รวมทั้งเจ้าด้วย   เจ้าคนผมเหลือง   ถอยไป"

    เอนคิดูไม่ถอย    กิลกาเมซจึงผลักไหล่ของเขา    ก่อนนี้เขาเคยผลักไหล่
    คนด้วยวิธีดังกล่าวและส่งร่างเหยื่อกระเด็นไปได้หลายวามาก่อน    ทว่า
    เมื่อใช้วิธีเดียวกันกับชายตรงหน้า    ร่างใหญ่เหมือนยักษ์ของมันกลับไม่
    ขยับสักนิดเดียว    เจ้าคนผมเหลืองยังคงยืนอยู่ตรงนั้น    และจ้องมอง
    เขาด้วยดวงตาเอาจริงราวกับไม่รู้สึกสะทกสะท้านอะไรเลย

    กิลกาเมซตกใจ    เขาไม่เคยเจอคนอย่างนี้มาก่อน   ไม่เคยมีใครทานแรง
    ของเขาได้    และไม่เคยมีใครกล้าปฏิเสธคำสั่งของเขาด้วย     ทว่าเมื่อ
    ความตกใจหายไปแล้ว    กษัตริย์หนุ่มก็กลับโกรธยิ่งนัก    เจ้าคนต่ำช้านี้
    เป็นใครกันจึงกล้ามาขวางเขาได้

    กิลกาเมซจึงตะปบมือลงบนไหล่ทั้งสองของเอนคิดู    และเหวี่ยงเขาออก
    มาที่ถนนเต็มแรง    คราวนี้เอนคิดูกระเด็นออกมาตามแรงเหวี่ยงจริง   แต่
    ชายหนุ่มก็ตั้งตัวได้และกระโจนเข้าใส่กษัตริย์อีกครั้ง   การพยายามกันอีก
    ฝ่ายออกจากประตูจึงกลายเป็นการต่อสู้    และในไม่ช้าเสียงต่อสู้นั้นก็ดัง
    ออกไปทั่วถนน

    คนทั้งหลายต่างพากันมาดูเหตุการณ์ดังกล่าว    เขาไม่เคยเห็นอะไรอย่าง
    นี้มาก่อนเลย    เจ้าหนุ่มนั้นเป็นใครกันจึงกล้าสู้กับกิลกาเมซ    ทั้งยังสู้สูสี
    จนกดกษัตริย์ให้ล้มได้อีกด้วย  ...เมื่อแรกมีเสียงฮือฮาเบา ๆ ก่อน   แต่
    แล้วก็ดังขึ้นทุกที   คนทั้งสองต่อสู้กันไปจนกระทั่งถึงจัตุรัสกลาง   คนอื่น ๆ
    ก็ตามไปดู    ตกใจกับแรงอันมากมายของพวกเขาซึ่งถึงกับทำให้แผ่นดิน
    สะเทือน    ธรณีประตูอาคารต่าง ๆ สั่นไหวและผนังกำแพงสะท้านทีเดียว

    การต่อสู้ดุเดือดขึ้นทุกที     ทว่าในระหว่างนั้นเอง    จิตใจของกิลกาเมซ
    ก็ค่อย ๆ เยือกเย็นลง    เขาพบว่าตนไม่เคยสู้กับใครสนุกอย่างนี้มาก่อน
    เลย    ไม่เคยมีใครสู้เขาได้สูสีอย่างเอนคิดู    เมืองนี้มีแต่คนอ่อนแอที่เขา
    ใช้แค่แรงเบา ๆ ก็บาดเจ็บกระอักเลือดถึงตาย    ไม่เคยมีคู่ต่อสู้คนไหน
    เหี้ยมหาญดุร้าย    ทั้งยังมีกำลังมากพอจะทำให้เขาล้มได้เหมือนคนผม
    เหลืองนี้เลย

    ...นอกจากนั้นมันยังกล้าห้ามเรา...เขาคิดต่อไป...มันใจกล้ายิ่งนัก   ไม่เคย
    มีใครปฏิเสธเราเลย   แต่คนคนนี้กลับทำได้    มันดีกว่าทุกคนที่เราเคยสู้มา
    รวมกันทีเดียว...

    เมื่อกิลกาเมซใจเย็นลง    การต่อสู้ของเขาก็มีกลยุทธ์มากขึ้น   ในขณะที่
    เอนคิดูซึ่งมิได้มีกำลังมากเหมือนเมื่ออยู่ในป่าเริ่มอ่อนแรงลง    เขาเริ่มรู้
    สึกว่าการต่อสู้กับกษัตริย์นิสัยเลวนี้ช่างหนักแรงเหลือเกิน    อาจจะไม่เลว
    ร้ายเท่ากับคราวพบอสุรกายแห่งป่าซีดาร์   ...แต่ก็ไม่มีท่าทีว่าจะชนะได้เลย

    ...แต่ถ้าเราแพ้จะเป็นอย่างไร...เอนคิดูคิด   ครั้นแล้วเขาก็คำราม   และพยา
    ยามทุ่มเทแรงสู้ต่อไป    เขากระโจนไปข้างหน้า    ทว่ากิลกาเมซรอจังหวะ
    นั้นอยู่แล้ว    กษัตริย์พลิกตัวหลบโดยเร็ว    ขัดขาเอนคิดูจนล้มลง  ครั้น
    แล้วเขาก็ยกเข่าขึ้นกดทับหน้าอกของคู่ต่อสู้ไว้จนลุกไม่ได้อีก

    เอนคิดูหอบหายใจ    กิลกาเมซก็หอบหายใจ    ต่างคนต่างมองหน้ากัน
    ใจของเขาต่างคิดไปคนละอย่าง    บุตรชายแห่งขุนเขานั้นคิดว่าเขาคง
    ตายแน่แล้ว    เพราะเมื่ออยู่ในป่า    สัตว์ต่างฝูงที่แพ้ย่อมต้องถูกฆ่า  เขา
    ไม่คิดว่ากิลกาเมซเป็นฝูงเดียวกับตน   ...ดังนั้นกิลกาเมซจะต้องฆ่าเขา
    อย่างแน่นอน

    ทว่ากษัตริย์แห่งอุรุฮาเวนไม่ได้คิดอย่างนั้น    เขาคิดว่าคนคนนี้เป็นคู่ต่อ
    สู้ที่ดีที่สุดเท่าที่เคยพบมา    เขาคิดว่ามันใจกล้ายิ่งนัก    กล้าจนเขานับถือ
    น้ำใจ   คนในเมืองนี้มีแต่พวกเศษขยะที่เห็นเขาก็กลัวจนลนลาน   ต่อให้เขา
    ทำบ้า ๆ อย่างไรก็ต้องก้มหัวยอม    มีแต่เจ้าผมเหลืองนี่ที่กล้าต่อกรกับเขา    
    ซึ่ง ๆ หน้า    มีแต่มันที่สู้เขาได้

    กิลกาเมซเก่งกว่า   ฉลาดกว่าใคร   รูปงามกว่าใคร   ทว่าเขาก็ไม่เคยมีเพื่อน
    ด้วย   ทุกคนในเมืองล้วนแต่เห็นเขาเป็นเหมือนรูปเคารพสูงส่งอยู่บนแท่น
    ทอง    เป็นราชาผู้มีสายเลือดเทพที่ไม่อาจละเมิดได้   มิฉะนั้นก็เป็นปีศาจ
    ร้ายหรือมังกรซึ่งไม่ควรไปแตะต้อง    ด้วยเหตุนี้แม้กิลกาเมซจะหยิ่งผยอง
    ไม่เคยเห็นใจใคร    แต่แท้จริงแล้วเขากลับมักรู้สึกอ้างว้างว่างเปล่าอยู่เสมอ    
    และต่อให้เป็นเทพเจ้าผู้ทรนงหลงตนเอง...ความอ้างว้างนั้นก็ทุกข์ทรมาน

    จากคุณ : ลวิตร์ - [ 2 พ.ค. 46 22:27:37 A:161.200.255.161 X: ]