CafeTech-ExchangePantip MarketChatTrendyMobilePantown


    ทวิภพ เรื่องย่อครั้งที่ 1

    ช่วงนี่เพิ่งเริ่มทำงาน(กลายเป็นสาวแบงค์ไปเรียบร้อยแล้วค่ะ)   ยังไม่มีเวลาเขียนนิยายต่อเลย  

    แต่มีเรื่องย่อ  ทวิภพ  ของ ทมยันตี อยู่ในคอมฯ   รวบรวมเรื่องราวตั้งแต่ต้นจนจบ   แบบว่าชอบเรื่องนี้มาก  อ่านได้หลายๆ รอบก็ยังสนุกเหมือนเดิม   และกว่าจะหาซื้อได้ก็ต้องรอตั้งนาน  เพราะมีอยู่ช่วงหนึ่งมันขาดตลาด

    ปลายตะวันเลยเอามาโพสต์ให้เพื่อนๆ อ่าน  แบ่งปันความประทับใจกันไปนะคะ    ความยาว 20 หน้า Microsoft  Word  คงจะค่อยๆ โพสต์ลงทีละ สี่ห้าหน้า...  


    ทวิภพ (โดย... ทมยันตี)   เรื่องย่อครั้งที่ 1


    รถยนต์สีดำเป็นมันปลาบตัดกับโครเมี่ยมวีขาววับวาว...วิ่งเรียบไปกับท้องถนน  เครื่องยนต์กระหึ่มตอบสนองการเชนจ์เกียร์ฉับไว  จู่ๆ เครื่องก็สะดุด  คนขัดเปลี่ยนเกียร์ต่ำ  หากพอปล่อยคลัตช์   เครื่องก็กระชากดับเอาดื้อๆ  ทว่าเหลือแรงเฉื่อยพอที่คนขับจะหนุมพวงมาลัยประคองรถให้จอดเทียบทางเท้าใต้ต้นไม้ใหญ่ให้สนิทเรียบร้อย

    ประตูด้านคนขับเปิดออก  ร่างประเปรียวก้าวออกมา  เห็นดวงหน้าผ่องลออแต่งนวลเนียนหาที่ติมิได้   ทำคิ้วขมวดเข้าหากันอย่างขัดใจ   ริมฝีปากเคลือบชมพูบางแทบจะเห็นเป็นสีเนื้อบ่นพึมพำ

    “ไอ้รถเส็งเคร็งเอ๊ย!  วิ่งมาดีๆ ตะบันง่วงนอน...”



    ภายใต้ขนตายาวแลซ้าย-ขวามองไปรอบๆ  และแล้วก็มาหยุดสายตาอยู่ที่ตู้โทรศัพท์   หญิงสาวไม่รอช้าก้าวขาที่เพรียวยาวได้รูปมุ่งตรงไปยังที่ที่หมายตาเอาไว้อย่างฉับไว  

    ประตูตู้โทรศัพท์ห้อยเย้  สมุดโทรศัพท์ขาดวิ่น  ทุกส่วนมีแต่ฝุ่นและเถ้าบุหรี่  ราวกับทำหน้าที่ตู้โทรศัพท์สาธารณะและที่ทิ้งขยะไปพร้อมกัน   หญิงสาวต้องกรีดนิ้วหยิบหูโทรศัพท์ที่เหนียวเหนอะ  หยอดเงิน  กดปุ่ม  นิ่งฟัง

    ทุกอย่างเงียบกริบ  ไม่มีอะไรเกิดขึ้น!

    เจ้าตัววางหู  เริ่มยอดเงินใหม่  เพราะเงินเก่าไม่ไหลออกมา

    ทุกสิ่ง...คงเหมือนเดิม...

    ร่างสูงโปร่งก้าวออกมาอย่างไม่รอช้า   ส่ายหน้าปลงๆกับความซวยของตัวเอง   หญิงสาวกวาดตามองไปตามแนวฟุตบาทหวังจะได้เจอตู้โทรศัพท์ตู้ใหม่ที่ไม่ใช่ตู้ขยะ แต่ดูเหมือนในระแวกนี้จะมีตู้โทรศัพท์อยู่เพียงตู้เดียว

    แสงแดดที่ทอลอดลงมาต้องกระจกประดับตัวราชสีห์หมอบขนาดใหญ่สองข้างบานประตูแพรวพราว   คงเป็นเพราะแสงสะท้อนได้มุม  เงาปลาบจึงวาบเข้าตา  หญิงสาวหยุดชั่วครู่  ขยับเท้าเบนจากจุดเดิมกระพริบตาหลายครั้ง

    “ร้านแอนทิค!”     อย่างน้อยที่นั้นก็น่าจะมีโทรศัพท์...



    “เชิญ”  

                   หญิงสาวหันไปมองยังจุดที่มาของเสียง...   คนที่นั่งอยู่หลังโต๊ะมุกเป็นชายชรา  หน้าคล้ายกระดาษเหลืองเก่าเท่ากับเสียงไม่มีผิด   หากดวงตาที่มองมากลับแจ่มใส แวววาม

                   “ขอโทษค่ะ  มีโทรศัพท์ไหมคะ  รถดิฉันตายอยู่หน้าร้านพอดี   จะโทรฯเรียกช่าง  โทรศัพท์สาธารณะก็ใช้ไม่ได้”

                   ดวงตาคู่นั้นมองนิ่งๆ หญิงสาวถอนใจ...ร้านค้า  เดี๋ยวนี้หาค่อยยอมให้ใช้โทรศัพท์ไม่  คำตอบส่วนใหญ่มักจะเป็น...เสีย  ไม่ว่างกำลังให้งาน...อันเป็นว่าไม่ให้ใช้นั้นแหละ   แถมบางร้านพอตอบขาดคำว่าไม่มี!...เสียงโทรศัพท์มันก็กลับดังขึ้นประจานเจ้าของร้าน

                   “เชิญ...”

                   ตาคนนี้คงหัดพูดอยู่คำเดียว  ก่อนจะชี้มือตรงไปยังมุมห้อง  บนโต๊ะไม้ดำสูงมีโทรศัพท์แบบเก่าวางอยู่  แสดงว่าแม้แต่โทรศัพท์ก็คงขาย

                   “แบบหมุนยังให้ได้หรือคะ? ”

                   “ได้...”  

                   ตาคนนี้คงขายของยาก...    โทรศัพท์คร่ำคร่าหากเสียงกลับชัดราวกับพูดกันอยู่ใกล้

                   “ยนต์เซอร์วิสครับ”

                   “เล็กอยู่ไหม  ฉันเอง...มณีจันทร์...”

                   “ครับผม   เล็กครับ”

                   ระหว่างโต้ตอบ  หญิงสาวอยากจะเหลียวไปเบื้องหลัง  เพราะประสาทสัมผัสบอกว่า

                   มีคนยืนมองอยู่!

                   หาก...นายหน้าเก่า เสียงเก่าก็ยังนั่งเงียบอยู่ที่หลังโต๊ะมุก  มองเห็นด้วยหางตาว่าแกไม่ได้เอาใจใส่มองมาเสียด้วยซ้ำ  ใคร?... หญิงสาวรู้สึกวาบๆเย็นๆ รำคาญโดยไม่มีเหตุผล

                   “ครับผม  กรุณาคอยอยู่ที่นั่น  เดียวผมจะส่งช่างไป”

                   หญิงสาวยังถือโทรศัพท์ไว้  ขันขวับมาทันทีหวังจะเห็นผู้ที่ยืนอยู่...เงาอะไรวับๆคลับคล้ายคนเดินไวๆ ห่างออกไปแล้วเลือนหาย  หญิงสาวชะงักนิ่ง...     มุมห้องไม่มีใครเลย!



                   มือขาวๆวางโทรศัพท์  ก้าวแทบจะวิ่ง  อาจมีประตูหรือบันไดอยู่ตรงมุมนั้น... เงาแวบขึ้น  ใช่แน่แล้ว!

                   กระจกบานยาวในกรอบไม้ฉลุฉลักลวดลายเก่าจนฝุ่นเขรอะ  ลายบางส่วนหักวิ่น  ตั้งอยู่ตรงมุมพอดี  ภาพเธอเองประจันอยู่เต็มตัว

    “กระจก...”  เสียงดังมาจากหลังโต๊ะมุก

    “สมัยรัชกาลที่ห้า”

    ไม้ดำลวดลายเครือเถาอ่อนช้อย  นกตัวน้อยเกาะจิก  ดอกไม้แย้มบานดูคล้ายชม้ายตาระวังระไว  มีบางส่วนหักน่าเสียดาย  ข้อสำคัญกระจกเองร้าวลิเป็นทางยาวจากมุมบนลงมา

    “คนไม่ซื้อเพราะติว่ากระจกแตก”  คนอธิบายดูจะรู้ถึงความคิด

    “เขาถือไม่เอาเข้าบ้าน”

    ขนาดฝุ่นเกาะกระจกเขรอะ  ทว่ายังเห็นชัดว่าเที่ยงตรง   หญิงสาวใช้ปลายนิ้ววนเวียนเช็ดกระจกเฉพาะตรงหน้า

    ภาพนั้นงามละไมอ่อนโยน   คล้ายภาพสีฝุ่นโบราณอันงามหวาน  หญิงสาวเกิดความรู้สึกพึ่งใจขึ้นมาอย่างรุนแรง

    “เท่าไหร่?”

    “ให้เท่าไหร่?”  คำถามย้อยทันควัน

    “สามพัน!”หลุดปากเล่นแท้ๆ  หากแต่ได้รับคำตอบกลับมาแทบจะเป็นเวลาเดียวกัน

    “ตกลง…”

    คนบอกราคางงไปทันที  มีหรือของเก่าราคาเท่านี้


    เสียงประตูร้านกรุ่งกริ่ง  ช่างที่เคยคุยหน้าโผล่เข้ามา  

    “ขอกุญแจรถครับ”

    หญิงสาวหยิบกุญแจส่งให้  ตายังมองกระมิวาย

    “จะจัดส่งให้ยังไง”

    “เดี๋ยวจัดการให้”

    ปลายนิ้วแตะลงตรงกรอบฉลุฉลัก...ถ้าหาช่างฝีมือดีๆมาซ่อม  ราคาคงจะพุ่งขึ้นทันที  ดวงตาในกระจกแลตอบ

    คล้ายๆ หน้าเธอแต่ไม่ใช่หน้าเธอ!

    “คุณครับ...”  ช่างโผล่หน้าเข้ามาอีก

    “สตาร์ทติดนี่ครับ  ไม่เห็นเป็นอะไรเลย”

    “อ้าว!”  หญิงสาวหันขวับมา  ประหลาดใจเต็มที่

    “แต่ตะกี้มัน...ช่างเถอะ!”

    วิสัยการเป็นคนตัดสินใจเร็วทำให้ตัดความได้ง่ายๆ

    “เอารถอะไรมา?”

    “ก็...รถช่าง...”  ช่างงงบ้าง

    “นั่นสิ...รถอะไร”

    “ปิกอัพครับผม”

    ว่าแล้วหญิงสาวก็จัดแจงเปลี่ยนรถช่างเป็นรถส่งของเอาซะดื้อๆ    เจ้าของรถยืนเกาหัวงงๆแต่กระนั้นก็ยังยอมทำตามคำสั่งของหญิงสาวอย่างว่าง่าย

    บานประตูร้านของเก่าถูกเปิดออกกว้างทั้งสองบาน  กระจกบานสูงถูกหามออกมา  ชั่วแวบเธอออกเสียใจ

    ไม่ควรซื้อมาเลยเรา!

    แว่บแรก...ความรู้สึกของเธอเคยคุ้น  ราวกับเคยเห็นเคยใช้ คันฉ่องกรอบนั้นมานานช้า  หัวใจเอิบอาบซาบซ่าละม้ายได้ของรักคืนมา  หากอีกแวบ...สัณชาตญาณลึกๆ กระตุกเตือน

    อย่า!อย่าเอามา!

    แต่...หมุนพวงมาลัยเบนรถออกจากที่...จ่ายทรัพย์แล้วนี่  ยังๆมันก็ต้องเอาไปล่ะ  ข้อสำคัญ...เธอยิ้มกับตัวเอง

    เงาในกระจกสวยกว่าตัวจริง    หาได้ที่ไหน!

    กระจกร้าว—ภาพบางตอนขาดไม่ติดต่อกัน  ส่วนหนึ่งสะท้อนภาพจากสัพเพเหระในรถ  อีกส่วนสะท้อนภาพจากข้างทาง  เฉกกระจกเงาทั่วไป

    หากอีกบางส่วน...

    เป็นภาพชีวิตที่มิได้มีจากที่ใดเลย!

    ******************************



    “คุณแม่...คุณแม่ขา”

    เสียงใสดังบอกชัดเจนว่าใจร้อน

    “จ๋า...จ๋า  อยู่นี่”

    ระหว่างห้องเป็นกรอบไม้โค้ง   ด้านข้างกรุกระจกสีน้ำเงินหากระหว่างห้องกันด้วยพรมเปอร์เซียแท้  หญิงสาวตวัดพรมออก  ภายในเป็นห้องนั่งเล่นสบาย  สะอาดตาด้วยพรมสีเนื้ออ่อนแก่  และเครื่องเรือนไม้แท้แบบยุโรป


    สตรีที่กึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเก้าอี้ยาว  ท่ามกลางกองหมอน   แม้จะค่อนข้างท้วมหากผิวผ่อง  ชุดยาวสบายเป็นไหมสีแดงก่ำ  ชิดผนังก่อโค้งเลียนแบบเตาผิง  วางโทรทัศน์ที่คงเป็นที่สนใจเพราะยังไม่ยอมละสายตา

    “นั่นแน่  ดูอะไรคะ?”

    “วีดีโอจ้ะ  เขาพึงส่งมาให้”

    เสียงภาษาต่างประเทศแจ้วๆ บอกชัดว่าผู้สนใจมีความรู้ระดับไหน

    “แม่คะ   เขาตกลงจะจัดคอนเสิร์ตกัน”

    ร่างระหงทรุดลงนั่งเบียด  หากมารดาดาหาละสายตาไม่

    “จ้ะ  ก็จัด”

    “แล้วเมนี่ต้องร้องเพลง”

    สำเนียงที่ออกชื่อรัวเร็วแบบฝรั่ง

    “ก็ร้องซิ...”คำตอบสั้นเพราะตายังมอง

    “แม่ค่ะ!”

    เสียงตะเบ็งใส่ข้างหูแข่งกับวีดีโอ  ผู้เป็นมารดากดรีโมทคอนโทรลเพราะรู้ดีว่าถึงดูไปก็ไม่มีประโยชน์

    “เขาที่จัดน่ะ  ใครล่ะจ๊ะ?”  คราวนี่หันมาสนใจลูกสาวแบบจริงจัง

    “สมาคมค่ะ”

    “สมาคมอะไร  เพราะเราสองคนเกี่ยวข้องกับร้อยแปดสมาคม  ยกเว้นสมาคมเก็บศพที่เขาทะเลาะกันอยู่นี่แหละ  เขายังไม่ให้เราเข้าไปเกี่ยว”

    บุตรสาวยิ้มกว้าง  จูบแขนมารดาติดๆ กัน

    “แหม...เมณี่รักแม่  ขนาดปากคุณนายทูตนะนี่  ถ้าท่านทูตจะสักแค่ไหน”

    “รายนั้นท่านต้องคิดก่อน  พอคิดจบต้องทบทวน  เมื่อแน่ใจว่าไม่ผิดนโยบายทั้งประเทศและส่วนตัว  ตลอดจนนโยบายลูกและเมีย  แล้วท่านถึงจะพูด  ฉะนั้นท่านเลยไม่ค่อยพูดเท่าลูดและเมียท่าน”

    หญิงสาวลงหัวเราะกลิ้งกับกองหมอน  ผมยาวดกดำกระจาย

    “แล้วตกลงสมาคมไหนกันจ๊ะ  ที่คิดผิดชวนเมณี่”

    “สมาคมคนมีกรรมแห่งประเทศไทยค่ะ... โรงเรียนเก่าเมณี่เอง”

    “ก็ดี... จะได้เข็ด  โดนเข้าหนเดียว  เข็ดจนตาย”

    “ตั้งแต่คืนนี้  เมณี่จะหัดตะโกนในห้องน้ำ”  หญิงสาวหัวเราะคิก

    “เออ...มีใครเอากระจกมาส่งไหมคะ?”

    คนซื้อเองกลับพึงนึกขึ้นได้

    “มีจ้ะ”

    “เห็นแล้วใช่ไหมค่ะ  มันทู้ก....ถูก”

    “สวยนะลูก  กระจกเที่ยงมากเลย  เสียดายที่ร้าว” พอมารดาชม  สีหน้าบุตรสาวก็ดีขึ้น

    “นึกว่าแม่นะล้อว่าเมณี่ตาถั่วแล้วซิ”

    “ถั่วเหมือนกัน  แต่คราวนี้ถั่วทอง  แม่ให้เขาทำความสะอาด  เอาขึ้นไปไว้ให้บนห้องแล้ว  แปลกนะ... พอวางมุมห้องกลับดูดี  ไม่ยักขัดตา”  

    รสนิยมของคุณมาลิดา  ผู้วนเวียนอยู่ในต่างประเทศเพราะต้องติดตามสามีนั้น  เคยคุ้นกับความหมดจดงดงามเลอเลิศทุกชนิด  ฉะนั้นคำว่า “ดูดี” ย่อมถือว่าดีมากได้

    “ตรงที่หัก  เมณี่อยากหาช่างมาซ่อม”

    “ฝีมือแบบนั้น   ไม่มีใครทำได้เหมือนหรอก   ยิ่งซ่อมจะยิ่งขัดตา   ปล่อยไว้แบบนี้เก๋ดี”

    “เมณี่ขึ้นไปดูหน่อยนะคะ”

    “อีกสิบห้านาทีเวลาอาหารนะจ้ะ”


    ความเคยชิดกับระเบียบและความเรียบร้อย  ทำให้ยามใดที่คุณมาลิดากลับมาพำนักที่บ้าน  เพียงเหลือบมองนาฬิกา  ทุกคนจะรู้ได้ว่าควรปฏิบัติหน้าที่ใด  และตัวคุณมาลิดาเองก็ตรงเวลาเป็นที่ยิ่ง

    “เวลาเป็นสิ่งเดียวที่ราคาแพงที่สุด”

    มีต่อค่ะ...

    จากคุณ : ply_ตะวัน - [ 16 ก.ค. 47 22:00:54 ]