CafeTech-ExchangePantip MarketChatPantownBlogGangGameRoom


    ฟ้าฟื้นและสีหมอก (ขุนช้างขุนแผนฉบับนิทานข้างกองฟาง)(๒๑)

    ขุนช้างขุนแผน ฉบับนิทานข้างกองฟาง (๒๒)

    ฟ้าฟื้นและสีหมอก                                                              

                            พ่อแม่พี่น้องที่เคารพขอรับ  อาวุธคู่กายที่สำคัญยิ่งอย่างหนึ่งของนักรบไทยก็คือ  ดาบ ซึ่งเหล่าขุนทหารทั้งหลาย ก็ต่างแสวงหาเหล็กน้ำดี  วิธีตีสาระพัน แล้วแต่ตำราใครตำรามันแหละขอรับ

    แต่ในนิทานเรื่องนี้ ดูเหมือนว่า พ่อพระเอกขุนแผนของเรา จะได้ดาบที่เรืองอิทธิฤทธิ์เป็นพิเศษ เพราะได้รวบรวมสรรพศาสตราและตำราตีที่ขมังเวทย์ มาไว้ด้วยกันเลยทีเดียว ตั้งแต่หา วัตถุดิบ กันเลยทีเดียว ดังนี้ขอรับ

    จะจัดแจงตีดาบไว้ปราบศึก    
    ตรองตรึกหาเหล็กไว้หนักหนา    
    ได้เสร็จสมอารมณ์ตามตำรา        
    ท่านวางไว้ในมหาศาสตราคม
    เอาเหล็กยอดพระเจดีย์มหาธาตุ    
    ยอดปราสาททวารามาประสม
    เหล็กขนันผีพรายตายทั้งกลม      
    เหล็กตรึงโลงตรึงปั้นลมสลักเพชร
    เหล็กหอกสัมฤทธิ์กริชทองแดงพระแสงหัก
    เหล็กปฏักสลักประตูตะปูเห็ด
    พร้อมเหล็กเบญจพรรณกัลเม็ด      
    เหล็กบ้านพร้อมเสร็จทุกสิ่งแท้
    เอาเหล็กไหลเหล็กหล่อบ่อพระแสง  
    เหล็กกำแพงน้ำพี้ทั้งเหล็กแร่
    ทองคำสัมฤทธิ์นากอแจ            
    เงินที่แท้ชาติเหล็กทองแดงดง ฯ            

               ก็สารพัดเหล็กทีเดียวแหละครับ  จากนั้นก็ถึงกรรมวิธีหล่อเหล็ก ตีเหล็ก เริ่มด้วยการสุมไฟ  หลอมเหล็กทั้งหลายที่คัดมาดังกล่าวให้เป็นแท่งเดียวกันแล้วแช่ในน้ำยาสูตรพิเศษไว้อีกสามวันจึงตีเหล็กนั้นให้เรียวลงเป็นรูปดาบ ตีไปเรื่อย ๆ  จนครบเจ็ดครั้ง แล้วก็รอฤกษ์ตีเป็นดาบจริง  
    คือวันเสาร์ขึ้นสิบห้าค่ำ  ก็จะต้องตั้งมณฑลพิธีโดยปลูกศาลเพียงตาขึ้นจัดหาเครื่องบัตรพลี (ไม่ใช่บัดกรีนะขอรับ) มีหัวหมูบายศรี เป็ดไก่ ธูป เทียน ทอง และจัดหาเครื่องมือเช่น ทั่งตีเหล็ก เครื่องสูบลม เตาถ่าน เป็นต้น

    ครั้นได้ฤกษ์ก็เริ่มพิธีตีดาบดังนี้

    ช่างเหล็กดีฝีมือลือทั้งกรุง          
    ผ้าขาวนุ่งผ้าขาวห่มดูคมสัน
    วงสายสิญจน์เสกลงเลขยันต์        
    คนสำคัญคอยดูซึ่งฤกษ์ดี                                                    
    ครั้นได้พิชัยฤกษ์ราชฤทธิ์          
    อาทิตย์เที่ยงฤกษ์ราชสีห์
    ขุนแผนสูบเหล็กให้แดงดี          
    นายช่างตีรีดรูปให้เรียวปลาย
    ที่ตรงกลางกว้างงามสามนิ้วกึ่ง      
    ยาวถึงศอกกำมาหน้าลูกไก่
    เผาชุบสามแดงแทงตะไบ          
    บัดเดี๋ยวใจเกลี้ยงพลันเป็นมันยับ
    อานดีมิได้มีขนแมวพาด            
    เลื่อมปราดเนื้อเขียวดูคมหนับ
    เลื่อมพรายคล้ายแสงแมลงทับ    
    ปลั่งปลาบวาบวับจับแสงตะวัน

    ด้ามนั้นทำด้วยไม้ชัยพฤกษ์          
    จารึกยันต์พุทธจักรที่เหล็กกั่น
    เอาผมพรายร้ายดุประจุพลัน        
    แล้วเอาชันกรอกด้ามเสียบัดดล

    ครั้นเสร็จสรรพจับแกว่งแสงวะวับ  
    เกิดโกลาฟ้าพยับโพยมหน
    เสียงอื้ออึงเอิกเกริกได้ฤกษ์บน      
    ฟ้าคำรนฝนพยับอยู่ครั่นครื้น
    ฟ้าผ่าเปรี้ยงเปรี้ยงเสียงโด่งดัง    
    ขุนแผนฟังจิตฟูให้ชูชื่น
    ได้นิมิตรฟ้าเปรี้ยงดังเสียงปืน        
    ให้ชื่อว่า ฟ้าฟื้น อันเกรียงไกร ฯ

                 ตรงนี้ กระผมอยากให้พ่อแม่พี่น้องลองสังเกต ถึงความเป็นเคล็ดในรายละเอียดของดาบฟ้าฟื้นเล่มนี้ เช่น  กลางใบดาบกว้างสามนิ้วครึ่ง  ยาวหนึ่งศอกบวกกับอีกหนึ่งกำมือต่อ  ปลายดาบเป็นแบบที่เรียกว่า หน้าลูกไก่ (อันนี้ยังสงสัยอยู่ ?) เวลาตี  ต้องเผาดาบแล้วชุบน้ำถึงสามครั้ง  เนื้อเหล็กจึงละเอียดระยิบระยับไม่มีตำหนิ อย่างที่เรียกว่า อานดีไม่มีขนแมวพาด นั่นแหละขอรับ

                 ส่วนด้ามดาบทำด้วยไม้ชัยพฤกษ์อันเป็นไม้มงคล สักยันต์พุทธจักรในด้ามกลวงบรรจุผมผีพราย (ไม่ทราบว่าไปเอามาจากไหน)และเมื่อสำเร็จเสร็จสรรพ   จับกวัดแกว่งก็เกิดฟ้าพยับอื้ออึง จึงตั้งชื่อให้ว่า ฟ้าฟื้น

                  นอกจากนี้ยังมีที่กล่าวถึงฝักดาบว่าทำด้วยไม้ ระงับสรรพยา ลงรักสีดำ กาบหุ้มด้วย ทองคำบางตะพาน ทองคำลือชื่อแห่งเหมืองจังหวัดประจวบคีรีขันธ์

    สมรรถนะก็คือ สามารถฟันต้นรังขนาดสามกำครึ่งขาด จากการลงดาบเพียงครั้งเดียว (ถ้าเป็นคนก็เรียกว่า สะพายแล่งเลาะซี่โครงกัน ยังกะฟันด้วยพระแสงของ้าวกันทีเดียวแหละขอรับ)

    ขุนแผนตบรางวัลนายช่างตีดาบไปด้วยเงินถึง สิบห้าบาท ทีเดียวแหละขอรับ

    เสร็จสรรพธุระจากเรื่อง ดาบ แล้วก็คงต้องว่ากันถึงเรื่อง ม้า กันบ้างละขอรับ

                 จะกล่าวถึง หลวงทรงพล กับ พันภาณ กับไพร่สามสิบสี่คน ก็ได้รับพระราชโองการให้ไปรับม้าที่ หลวงศรีวรข่าน ไปซื้อมาจากประเทศนอกที่เมืองตะนาวศรี แต่ก็ต้องรออยู่ที่เมืองมะริดตั้งครึ่งปีเนื่องจากต้องรอฤดูลมสำเภา หลวงศรี ฯ จึงได้กลับมา พร้อมกับม้าไทยและม้าเทศถึงหกสิบห้าม้า

    ก็มีม้าอยู่ตัวหนึ่งชื่อ ม้าสีหมอก เป็นลูกของ อีเหลืองเมืองมะริด กับ ม้าน้ำ ที่เป็นพ่อ(คงจะเป็นชื่อเฉพาะอะไรสักอย่างหนึ่งนะขอรับ หวังว่าคงจะไม่ใช่พวกเดียวกับที่บอกพวกไอ้ตัวเล็กว่า ม้วนหางสิลูก เป็นแน่)

    ม้าสีหมอกตัวนี้ เกิดวันเสาร์ขึ้นเก้าค่ำ  มันหลงตามแม่มันมาเข้ากอง เห็นเขาต้อนม้าหลวงข้ามน้ำมาเป็นฝูงก็ตามมา  พอเขาพักม้าที่ เขาบันไดอิฐ เพชรบุรี ม้าสีหมอกก็อาละวาดกัดกับม้าเทศ จนหลวงทรงพลแกขัดใจ พยายามไล่แห่แต่มันก็ไม่ยอมไป คงติดตามกองม้าหลวงมาเรื่อย ๆ  เป็นที่เกลียดชังของเจ้าพนักงานผู้ควบคุมกองม้านั้นยิ่งนัก

                 ก็พอดี  พ่อขุนแผนเราก็ผ่านมาพบเข้า  พอเห็นม้าสีหมอกเข้าก็รู้สึกถูกชะตาเป็นอันมาก จึงเข้าไปเจรจาขอซื้อ

    ครานั้นขุนแผนแสนสนิท        
    ทุกทิศลือทั่วกลัวสยอง
    เห็นม้าสีหมอกออกลำพอง      
    สมปองปรารถนาที่นึกไว้
    ลักษณะถูกต้องตำราสิ้น          
    ดังองค์อินทร์เทวราชประสาทให้
    ท่วงทีแคล่วคล่องว่องไว          
    ก็เข้าไปหาหลวงทรงพลพลัน
    อาชาตัวน้อยของท่านฤา            
    จะขายซื้อฤาเอาไว้อย่างไรนั่น
    หากกระไรจงได้เมตตากัน      
    จะขอปันซื้อม้าสีหมอกไป ฯ

              หลวงทรงพลจึงว่า โอ๊ย  ทูลหัวทูนเกล้าไปเลยเจ้าประคุณเอ๋ย ม้าเวรตะไลอะไรซนเป็นบ้าอย่างนี้ ไม่เคยพบไม่เคยเห็น มันไม่ใช่ม้าหลวงหรอก แต่มันติดแม่มาจากเมืองมะริด เอ้า...ถ้าพ่ออยากจะซื้อจริง ๆ ละก็ฉันจะขายให้ก็ได้

              แล้วหลวงทรงพลก็ขายม้าสีหมอกให้ขุนแผนในราคาถึง หกสิบบาท (สิบห้าตำลึง)ทีเดียวเจียวแหละขอรับ แถมรับทรัพย์เข้ากระเป๋าสบายไปเลย เพราะว่าม้าสีหมอกมันไม่ได้ขึ้นบัญชีม้าหลวงเอาไว้ แต่มันตามแม่มาเองดังกล่าวแล้วขอรับ

    ขุนแผนตกลงทันทีขอรับ

    ขุนแผนได้ฟังเจ้าของว่า      
    สมมาดปรารถนาที่มุ่งหมาย
    แก้เงินนับให้ไม่กลับกลาย        
    แล้วเยื้องกรายมาที่สีหมอกม้า
    เสกหญ้าด้วยมหาละลวยใหญ่  
    เข้าใกล้สีหมอกแล้วบอกว่า
    จะไปกับเราก็เข้ามา            
    ยื่นหญ้าให้พลันในทันที
    สีหมอกรับหญ้ามาเคี้ยวกลืน    
    ชมชื่นปรีดิ์เปรมเกษมศรี
    ให้มีใจจงรักด้วยภักดี            
    ติดขุนแผนเดินรี่ตามหลังไป

    ขุนแผนลูบหลังสีหมอกม้า          
    ผูกอานผ่านหน้าบังเหียนใส่
    ซองหางเชิดชูดูละไม            
    ล้วนขลิบทองของใหม่วิไลตา
    ขุนแผนเหยียบโกลนโผนขึ้นขี่        
    พาชีโผนผกยกหน้า
    ควบใหญ่ใส่น้อยรอยเรียบมา        
    บ่าวข้าตามหลังสะพรั่งไป ฯ

                  ก็เป็นอันว่า ขุนแผนของเราก็ได้ของสำคัญครบสามอย่าง  ดังที่ใจปรารถนาแล้วนะขอรับ  และเมื่อได้ สะพายย่ามกุมารทอง ถือดาบฟ้าฟื้น ขี่ม้าสีหมอก  กลับมาอยู่ที่บ้านแม่ที่เมืองกาญจน์ได้ไม่นาน ก็มีอาการร้อนอาสน์ขึ้นมาทีเดียวเจียว  ด้วยเรื่องเก่าดังนี้ขอรับ

    แสนแค้นเคืองใจอ้ายขุนช้าง  
    ใจกระด้างกระเดื่องคิดให้ผิดส่ำ            
    มันชิงวันทองไปอ้ายใจดำ          
    แต่สักคำมิได้ว่าให้เคืองใจ
    มิหนำซ้ำยังทูลยุแยง            
    เสียดแทงเอาลาวทองมันทำได้
    ไม่แก้แค้นก็จะแค้นคุ้งบรรลัย      
    เอออะไรเห็นรักกลับหักราน

    สุภาษิตท่านประดิษฐ์ประดับแต่ง  
    ว่าใครคดก็เอาแข็งเข้าต่อต้าน
    ถ้าใครซื่อซื่อต่อจนวายปราณ        
    นี่มันพาลเพื่อนผิดประเพณี    

    ตามกรรมจะระย-ด้วยอาญา        
    ไปเบื้องหน้าเป็นไฉนให้รู้ที่
    ตัวกูก็ลือชาว่าคนดี              
    พรุ่งนี้จะไปยังสุพรรณ
    จะผ่าแผ่แล่อกดูให้ได้            
    ทำให้สมแค้นเป็นแม่นมั่น
    จะลักวันทองไปยังไพรวัน          
    คิดแล้วก็ดั้นเดือดทะยาน ฯ

                 เอาละสิขอรับ พ่อแม่พี่น้อง รายการต่อไปก็เห็นจะเป็นรายการบุญคุณต้องทดแทน แค้นต้องชำระ กันเสียแล้วแหละขอรับ

                 ส่วนจะเป็นไปในลักษณะไหนนั้น  คงจะต้องขอยกยอดไว้คราวหน้ากันละ ขอรับกระผม.                              

                                         ##########

    แก้ไขเมื่อ 17 ก.ค. 48 09:44:14

    จากคุณ : พจนารถ๓๒๒ - [ 16 ก.ค. 48 07:47:21 ]

 
 


ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏในกระทู้ที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการตั้งกระทู้และถูกส่งขึ้นกระดานข่าวโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่ง PANTIP.COM มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานทราบ เพื่อดำเนินการต่อไป